วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

อินสตาแกรมดารา 10 อันดับที่มีคนติดตามมากที่สุด ประจำเดือนเมษายน พ.ศ.2556

อินสตาแกรมดารา 10 อันดับที่มีคนติดตามมากที่สุด ประจำเดือนเมษายน พ.ศ.2556
อันดันที่ 1 อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 1,170,136 คน
อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ - aum_patchrapa | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 2 ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 931,393 คน
ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต - chomismaterialgirl | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 3 พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 886,986 คน
พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ - chermarn | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 4 บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 817,750 คน
บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ - boy_pakorn | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 5 วีเจ วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 702,350 คน
วีเจ วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ - vjwoonsen | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 6 เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 634,645 คน
เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ - janiethien | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 7 ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 606,157 คน
ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ - urassayas | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 8 ตุ๊กกี้ ชิงร้อย โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 597,625 คน
ตุ๊กกี้ ชิงร้อย - tukky66 | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 9 คิมเบอร์ลี แอน โวลเทมัส เทียมศิริ โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 578,676 คน
คิมเบอร์ลี แอน โวลเทมัส เทียมศิริ - kimmy_kimberley | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ
อันดันที่ 10 กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย โดยมีผู้ติดตามทั้งหมด 563,338 คน
กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย - gggubgib | อินสตาแกรมดารา, อินสตาแกรมนักร้อง, อินสตาแกรมคนดัง, อินสตาแกรมผ่านเว็บ

เจนนี่ หุ่นสวยมาก

Cr.CPS Chaps

ความเป็นมาความสำคัญของวันจักรี

6 เมษายน ของทุกปีถือเป็น...วันจักรี...

ความเป็นมาความสำคัญของวันจักรี

วันจักรี Chakri Memorial Day ตรงกับ วันที่ 6 เมษายน 2556 เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและมหาจักรีบรมราชวงศ์

วันจักรี สำคัญอยำงไร

วันจักรี หมายถึง วันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ปฐมบรมราชวงศ์จักรี เสด็จกรีฑาทัพถึงพระมหานครทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามประเทศ

ประวัติวันจักรี

เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงของไทย มาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปของพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ (ร.1 – ร.4) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมสักการะ โดยเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และ พระที่นั่งศิวาลัยปราสาท เป็นต้น

ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง 4 ( ร.1 – ร.4 ) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ 6 โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรดฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่าเป็น “ วันจักรี ”

11 วิธีง่ายๆ ห่างไกลโรคมะเร็ง/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

11 วิธีง่ายๆ ห่างไกลโรคมะเร็ง/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม นอกจากนี้ปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม

โรคมะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยไปแล้วถึงปีละ 6 หมื่นกว่าคน ดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงมานำเสนอวิธีการดำเนินชีวิตง่ายๆ ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนี้

1.ดื่มน้ำที่สะอาด การลดสารที่ก่อตัวทำให้เกิดโรคมะเร็งวิธีหนึ่ง คือการดื่มน้ำที่สะอาด จากการศึกษาที่เพิ่มค้นพบใหม่จากสถิติของสถาบันมะเร็งพบว่าการดื่มน้ำสะอาด จากเครื่องกรองจะดีกว่าการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกที่มีคุณภาพน้ำต่ำกว่า มาตรฐาน และจากการศึกษาของสมาคมสิ่งแวดล้อมพบว่าการเก็บรักษาน้ำในเหยือกแก้ว หรือภาชนะสเตนเลส จะดีกว่าการเก็บรักษาในภาชนะพลาสติก

2.พยายามหลีกเลี่ยงการสูดดมหรือสัมผัสก๊าซขณะเติมน้ำมันรถ เพราะสารพิษที่อยู่ในอากาศสามารถเข้าสู่ปอดและหากกระเด็นสู่ผิวหนังจะทำให้ เกิดมะเร็งได้

3.การหมักเนื้อสัตว์ก่อนการปรุงอาหาร การทำอาหารประเภทปิ้งย่างนั้นหากไหม้หรือมีเศษสีดำของการเผาของถ่านติดอยู่ จะทำให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นหากจะทำการปิ้งย่างอาหาร งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Kansas พบว่าการหมักเนื้อสัตว์เหล่านั้นก่อนการปิ้งย่างอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงสามารถลดสารก่อมะเร็งจากการปิ้งย่างเผาได้ถึง 87%

4.ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำอย่างพอเพียงสามารถลดความเข้มข้นของการขับถ่ายปัสสาวะได้และลด มะเร็งที่อาจเกิดขึ้นกับกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันหรือให้ปริมาณปัสสาวะมีสีเจือจางเมื่อขับถ่ายทุกครั้ง

5.รับประทานผักผลไม้สีเขียว เพราะสารแมกนีเซียมจากพืช ผักสีเขียวช่วยลดมะเร็งลำไส้ได้โดยเฉพาะสุภาพสตรี อีกทั้งการได้รับสารแมกนีเซียมที่เพียงพอ จะช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานอย่างปกติ การรับประทานผักขมครึ่งถ้วยต่อวันให้ปริมาณแมกนิเซียม 75 มิลลิกรัม ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

6.ออกกำลังกายลดการเกิดมะเร็งเต้านม การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเผาผลาญไขมัน ดังนั้นการออกกำลังกายโดยการเดินเร็วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 18%

7.ลดการส่งเสื้อผ้าไปซักแห้ง จากการวิจัยของ National Academies of Science เมื่อต้นปี 2010 ระบุว่าการซักแห้งหรือซักน้ำมันโดยสาร perc (perchloroethylene) จะมีผลให้เกิดการก่อสารมะเร็งต่อปอด ไตและตับได้เมื่อสูดดมเป็นเวลานาน ดังนั้นการใช้สารซักแห้ง ซักน้ำมันที่ทำให้ผ้าเรียบอาจไม่ปลอดภัยอีกแล้ว

8.ลดการใช้ปริมาณสารเคมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารฟอกขาว สารเคมีในการขัดห้องน้ำ สารขจัดคราบสกปรกต่างๆ เพราะหากใช้สารเหล่านั้นเป็นเวลานาน การสูดดมหรือสัมผัสจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ การทำความสะอาดห้องน้ำโดยใช้น้ำส้มสายชูก็เป็นทางเลือกใหม่ที่ดีไม่น้อย

9.หลีกเลี่ยงการผ่านสารรังสี ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสงตรวจดูมะเร็งเต้านมประจำปี การทำแมมโมแกรม เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดมะเร็งถึง 4-5 เท่าเลยทีเดียว การตรวจมะเร็งโดยใช้วิธีคลำหา และไม่ผ่านรังสีอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะการเกิดมะเร็งได้ดีกว่า

10.ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยการแนบหูเป็นเวลานาน เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์มีคลื่นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นการใช้โทรศัพท์โดยมีอุปกรณ์เสริมจะลดผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองได้

11.ทาโลชั่นกันแดด เนื่องจากแสงยูวี จากแสงอาทิตย์มีปริมาณมากในปัจจุบันทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังได้ ดังนั้นการทาโลชั่นกันแดดจะช่วยลดปริมาณแสงอาทิตย์ที่จะส่งผลต่อมะเร็งผิว หนัง โดยเฉพาะคนที่ศีรษะล้าน มีผมน้อยควรทาโลชั่นกันแดดเพื่อลดปริมาณสารยูวี

นอกจากนี้การดูแลร่างกายให้ปลอดภัยจากมะเร็งยังมีอีกหลายวิธี เช่นการรับประทานอาหารที่สะอาด รับประทานข้าวขัดสีน้อยแทนข้าวขาว เสริมแคลเซียมให้เพียงพอ รวมทั้งการมีสุขภาพจิตที่แจ่มใสก็เป็นตัวช่วยที่ดี ให้เรามีชีวิตที่ปลอดจากมะเร็ง ลองศึกษาและเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ดูนะคะ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีจะได้อยู่เป็นที่พึ่งของลูกหลานต่อไป ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
http://health.yahoo.net/articles/cancer/photos/20-ways-prevent-cancer#21

Adverbs of Frequency: กริยาวิเศษณ์แสดงความถี่

Adverbs of Frequency คือ คำกริยาวิเศษณ์แสดงความถี่ เราจะใช้คำดังกล่าวนี้ในการบ่งบอกถึงความถี่ของเหตุการณ์ต่างๆว่ามีมากน้อย ขนาดไหน ซึ่งค่ำ Adverbs of Frequency ที่เรามักพบเห็นกันมีดังนี้
always (เป็นประจำ, อย่างสมํ่าเสมอ)
often (บ่อยๆ)
frequently( บ่อยๆ)
usually (โดยปกติ)
sometimes (บางครั้ง)
mostly (โดยส่วนใหญ่)
normally (โดยปกติแล้ว)
generally (โดยทั่วไป)
repeatedly (ซ้ำไปซ้ำมา)
occasionally (ในบางโอกาส)
infrequently (นานๆที)
habitually (ทำเป็นประจำจนเป็นนิสัย)
chiefly (สำคัญที่สุด,โดยส่วนใหญ่)
continuously (ติดต่อกัน, เรื่อยๆ)
constantly (สม่ำเสมอ)
commonly (โดยทั่วไป)
regularly (สม่ำเสมอ)
sporadically (นานๆครั้ง, เป็นพักๆ)
periodically (เป็นบางครั้งบางคราว)
intermittently (เป็นพักๆ)
spasmodically (เป็นพักๆ)
คาบางคำของ Adverbs of Frequency เป็นคำที่มีความหมายเป็นเชิงปฏิเสธ เช่น
seldom (ไม่ค่อยจะ, นานๆครั้ง)
hardly( แทบจะไม่)
barely (แทบจะไม่)
rarely (แทบจะไม่)
scarcely (แทบจะไม่)
never (ไม่เคย)
การใช้งานและตำแหน่งการวาง Adverbs of Frequency
1. ถ้าประโยคนั้นมี verb to be หรือ verb to have ให้วาง Adverbs of Frequency ไว้หลัง verb to be หรือ verb to have ยกตัวอย่างเช่น
I am always happy.
(ฉันเป็นคนที่มีความสุขเสมอ)
He has never worked in the hospital.
(เขามไม่เคยทำงานในโรงพยาบาลเลย)
2. ถ้าประโยคนั้นมีกริยาหลัก (Main Verb) ให้วาง Adverbs of Frequency ไว้หน้ากริยาหลัก (Main Verb) นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น
Tony sometimes travels to Paris.
(โทนี้ท่องเที่ยวไปปารีสเป็นบางครั้งบางคราว)
3. ในประโยคคำถาม ให้เราวาง Adverbs of Frequencyไว้หน้ากริยาหลัก (Main Verb) ยกตัวอย่างเช่น
Does he always work on weekend?
(เขานั้นทำงานช่วงวันหยุดหรือไม่)

http://www.englishdd.org/adverbs-of-frequency

8 ผลไม้กินแล้วผิวขาว

8 ผลไม้กินแล้วผิวขาว

คงไม่มีสูตรลับผิวขาวไหนที่จะให้ประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับการบำรุงจากภายใน และการกินอาหารอย่างผักผลไม้ก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ดีที่สุดเช่นกัน

ำหรับผลไม้ที่สาวๆ กินแล้วผิวขาวนั้น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง หากที่แน่ๆ ผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีนั่นแหละที่จะทำให้ผิวสาวๆ ขาวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วผลไม้ที่ทำให้ผิวขาวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง สาวๆ หลายคนอยากรู้กันแล้ว ถ้าเช่นนั้น ตามมาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

1.มะนาว เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผลกลมเล็กๆ อย่างมะนาวประสิทธิภาพไม่ได้เล็กน้อยเลย เพราะประกอบด้วยวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวขาวใสได้อย่างมาก

2.ส้ม ส้มนั้นมีคุณประโยชน์ต่อผิวมากมาย ช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวได้ ทำให้ผิวของคุณอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง กระจ่างใส

3.มะเขือเทศ ป้องกันปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ชะลอวัยของคุณให้เป็นสาวผิวสวย คงความอ่อนเยาว์ไว้อย่างเนิ่นนา

4.ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีสูงมากทีเดียว และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี

5.แอปเปิ้ล ราชาผลไม้อย่างแอปเปิ้ล อุดมด้วยเพคตินช่วยให้เล็บแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย

6.มะละกอ ใครที่มีปัญหาท้องผูกมักทำให้ผิวไม่ขาวใส หม่นหมอง ดังนั้น หากกินมะละกอรับรองไร้ปัญหาท้องผูกมากวนใจ เผยผิวขาวใสได้อย่างแน่นอน

7.กล้วยหอม เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากทานตอนเช้าจะยิ่งดีมากๆ ทำให้อิ่มท้องนานด้วย

8.แตงโม ช่วยบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส เปล่งปลั่ง ทำหน้าที่ล้างไต ขับสารพิษได้ และช่วยขับปัสสาวะ ไม่ทำให้เกิดโรคในทางเดินปัสสาว

เห็นประโยชน์ดีๆ จากเหล่าผลไม้ทั้ง 8 ชนิดแล้วใช่มั้ยคะ ได้ทั้งผิวขาวใสมาพร้อมสุขภาพดีๆ อีกต่างหาก แบบนี้แล้วไม่ให้เลือกกินผลไม้เหล่านี้ได้อย่างไรไหวจริงมั้ย



ที่มา : meemodel.com

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไคเซ็น (Kaizen)

ไคเซ็น (Kaizen) เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น หมายถึง การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงในที่นี้ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดีขึ้น จะเรียกว่าเป็น การปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ว่าได้ หลักการง่าย ๆ ที่เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการทำไคเซ็นมีอยู่ 3 ข้อ นั่นก็คือ เลิก ลด และ เปลี่ยน
การทำไคเซ็น คือ การลดหรือเลิกขั้นตอนส่วนเกิน ส่วนที่ไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และต้องอาศัยการพลิกแพลงเพื่อให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดในความเป็นจริงต่าง ๆ เช่น งบประมาณ เวลา อุปกรณ์ เทคโนโลยี ฯลฯ
ไคเซ็นจากงานตัวเองก่อน เพราะเรารู้จักงานของตัวเองดีที่สุด และเริ่มเปลี่ยนเพียงบางส่วน เพราะการเปลี่ยนทั้งหมดเป็นเรื่องยาก !!
ลองสรุปง่ายๆ
ไคเซ็น ไม่ใช่งานส่วนเกินนอกเหนือจากงานประจำ
ไคเซ็น คือการลดขั้นตอนส่วนเกิน แต่ลดจากเรื่องที่ไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน ทำด้วยความตั้งใจจริง
ไคเซ็น คือ
  • 1. เปลี่ยนวิธีการ…เปลี่ยนวิธีการทำงาน ลดขั้นตอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก
  • 2. เปลี่ยนเรื่องเล็ก…เปลี่ยนเรื่องเล็ก ๆ หรือปัญหาที่พบเห็นในแต่ละวัน
  • 3. รับมือกับความเป็นจริง…ทำเรื่องที่ทำได้ก่อน รับมือกับความเป็นจริงที่มีข้อจำกัด

ไคเซ็นถือ กำเนิดและเติบโตที่ประเทศญี่ปุ่น และเผยแพร่เข้าสู่ประเทศไทยมานานพอสมควรแล้ว แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรมไทยในฐานะเครื่องมือช่วยในการ บริหารให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
การทำไคเซ็นปรากฏให้เราได้เห็นกันทุกที่ ไม่ใช่แค่ในโรงงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นใน สายการผลิต ในสำนักงาน หรือแม้แต่ใน ชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำไคเซ็นได้เหมือนกัน
1258902104boonchob 292x300 ไคเซ็น (Kaizen) คืออะไร
แนวทางและขั้นตอนในการปรับปรุงแบบไคเซ็น (Kaizen)

การใช้หลักการไคเซ็น ระบุว่ามี 7 ขั้นตอนซึ่งทั้ง 7ขั้นตอน ดังกล่าวนี้ กล่าวได้ว่าเป็นวิธีการเชิงระบบ (System approach ) หรือปรัชญาในการสร้างคุณภาพงานของเดมมิ่ง ที่เรียกว่า PDCA ( Plan – Do – Cheek – Action ) ที่นำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในทุกงานทุกกิจกรรม หรือ ทุกระบบการปฏิบัติงานนั่นเอง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ อันประกอบด้วย
1) ค้นหาปัญหา และกำหนดหัวข้อแก้ไขปัญหา
2) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปัญหาเพื่อรู้สถานการณ์ของปัญหา
3) วิเคราะห์หาสาเหตุ
4) กำหนดวิธีการแก้ไข สิ่งที่ต้องระบุคือ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อไร
5) ใครเป็นคนทำ และทำอย่างไร
6) ลงมือดำเนินการ
7) ตรวจดูผล และผลกระทบต่าง ๆ และการรักษาสภาพที่แก้ไขแล้วโดยการกำหนดมาตรฐานการทำงาน
กิจกรรมไคเซ็น (Kaizen) จะดำเนินตามแนวทางวงจรคุณภาพของเดมมิ่ง (PDCA) มีดังนี้
1) P-Plan ในช่วงของการวางแผนจะมีการศึกษาปัญหาพื้นที่หรือกระบวนการที่ต้องการปรับ ปรุงและจัดทำมาตรวัดสำคัญ (Key Metrics) สำหรับติดตามวัดผล เช่น รอบเวลา (Cycle Time) เวลาการหยุดเครื่อง (Downtime) เวลาการตั้งเครื่อง อัตราการเกิดของเสีย เป็นต้น โดยมีการดำเนินกิจกรรมกลุ่มย่อย (Small Group Activity) เพื่อระดมสมองแสดงความคิดเห็นร่วมกันพัฒนาแนวทางสำหรับแก้ปัญหาในเชิงลึก ดังนั้นผลลัพธ์ในช่วงของการวางแผนจะมีการเสนอวิธีการทำงานหรือกระบวนการใหม่
2) D-Do ในช่วงนี้จะมีการนำผลลัพธ์หรือแนวทางในช่วงของการวางแผนมาใช้ดำเนินการ สำหรับ Kaizen Events ภายในช่วงเวลาอันสั้นโดยมีผลกระทบต่อเวลาทำงานน้อยที่สุด (Minimal Disruption) ซึ่งอาจใช้เวลาหลังเลิกงานหรือช่วงของวันหยุด
3) C-Check โดยใช้มาตรวัดที่จัดทำขึ้นสำหรับติดตามวัดผลการดำเนินกิจกรรมตามวิธีการใหม่ (New Method) เพื่อเปรียบวัดประสิทธิผลกับแนวทางเดิม หากผลลัพธ์จากแนวทางใหม่ ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ทางทีมงานอาจพิจารณาแนวทางเดิมหรือดำเนินการค้นหาแนวทางปรับปรุงต่อไป
4) A-Act โดยนำข้อมูลที่วัดผลและประเมินในช่วงของการตรวจสอบเพื่อใช้สำหรับดำเนินการปรับแก้ (Corrective Action) ด้วยทีมงานไคเซ็น ซึ่งมีผู้บริหารให้การสนับสนุน เพื่อมุ่งบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการในช่วงของการดำเนินกิจกรรมไคเซ็นหรือ กิจกรรมการปรับปรุง (Kaizen Event) ทางทีมงานปรับปรุงจะมุ่งค้นหาสาเหตุต้นตอของความสูญเปล่าและใช้ความคิดสร้าง สรรค์ (Creativity) เพื่อขจัดความสูญเปล่า โดยมีการทำงานร่วมกับทีมงานข้ามสายงานอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 3-10 วัน และมีการติดตาม(Follow Up) ผลลัพธ์หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน 30 วัน หลังจากดำเนินกิจกรรมการปรับปรุง (Kaizen Event) รวมทั้งมีการจัดทำมาตรฐานกระบวนการ (Process Standardization)
นักปฏิบัติการไคเซ็น ได้เสนอแนวทางที่สามารถใช้ปรับปรุงงานได้ โดยได้แก่การลองพยายามคิด ในแง่ของการหยุด การลด หรือ การเปลี่ยน โดยที่การหยุด หรือ ลด ได้แก่ การหยุดการทำงานที่ไม่จำเป็น ทั้งหลาย หยุดการทำงานที่ไม่มีประโยชน์และไม่มีความสำคัญทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถทำให้หยุดได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องมุ่งประเด็นไปที่เรื่องการลด เช่น ลดงานที่ไม่มีประโยชน์ งานที่ก่อความรำคาญ น่าเบื่อหน่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้หยุดได้ทั้งหมด แต่ก็เกิดมีการปรับปรุงขึ้นแล้ว ส่วนการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของงานนั้นหมายถึง การพิจารณาเปลี่ยนแปลงงานในบางเรื่องบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานอาจพิจารณาใช้หลักการ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการปรับปรุงระบบงานได้ โดยหลักการดังกล่าวมีองค์ประกอบกล่าวคือ
E = Eliminate หมายถึง การตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นในกระบวนการออกไป
C = Combine หมายถึง การรวมขั้นตอนการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาหรือแรงงานในการทำงาน
R = Rearrange หมายถึง การจัดลำดับงานใหม่ให้เหมาะสม
S = Simplify หมายถึง ปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือสร้างอุปกรณ์ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
วิธีคิดเพื่อหาทางปรับปรุงตามแนวคิดไคเซ็น (Kaizen)
สถาบัน เพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (บ.ป.ท, มปป.) ได้ให้ข้อเสนอระบบคำถาม 5W 1 H ซึ่งเป็นการถามคำถามเพื่อวิเคราะห์หาเหตุผลในการทำงานตามวิธีเดิม และหาช่องทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ประกอบด้วยคำถามดังนี้
What? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการทำงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถาม ได้แก่ ทำอะไร ? ทำไมต้องทำ ? ทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ?
When? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาเวลาในการทำงานที่เหมาะสมแนวคิดที่เป็นกรอบในการ ตั้งคำถาม ได้แก่ ทำเมื่อไหร่ ? ทำไมต้องทำตอนนั้น ? ทำตอนอื่นได้หรือไม่ ?
Where? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสม แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ทำที่ไหน ? ทำไมต้องทำที่นั่น ? ทำที่อื่นได้หรือไม่ ?
Who? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมสำหรับงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ใครเป็นคนทำ ? ทำไมต้องเป็นคนนั้นทำ ? คนอื่นทำได้หรือไม่ ?
How? เป็นการตั้งคำถามเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับงาน แนวคิดที่เป็นกรอบในการตั้งคำถามได้แก่ ทำอย่างไร ? ทำไมต้องทำอย่างนั้น ? ทำวิธีอื่นได้หรือไม่ ?
Why? เป็นการตั้งคำเป็นคำถามที่ถามครั้งที่ 2 ของคำถามข้างต้นเพื่อหาเหตุผลในการทำงาน
ทัศนคติที่พึงประสงค์ต่อความสำเร็จของไคเซ็น ประกอบด้วย
1) Can’t do – การละทิ้งความคิดเก่า ๆ ที่ว่าไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และคิดใหม่ว่าทุกอย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้
2) It can be done – ด้วยการคิดว่าจะทำอย่างไรด้วยวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้งานสำเร็จ
3) อย่ายอมรับคำแก้ตัว
4) ไม่ต้องแสวงหาความสมบูรณ์แบบของการปรับปรุงงานก่อนลงมือทำ
5) แก้ไขข้อผิดพลาดทันที่ที่พบ โดยไม่รีรอ
6) ไม่จำเป็นต้องใช้เงินหรือทรัพยากรมากมายเพื่อทำการปรับปรุง
7) สร้างความคิดว่าปัญหาช่วยให้มีโอกาสได้ฝึกฝนสมองมากขึ้น ดังนั้น จงวิ่งเข้าหาปัญหาเพื่อทำการแก้ไข
8) ตั้งคำถามว่า “ทำไม” อย่างน้อย 5 ครั้ง กระทั่งพบรากของปัญหา (Root Cause)
9) ความคิดของคนสิบคนย่อมดีกว่าความคิดของคนคนเดียว
10) คิดว่าการปรับปรุงให้ดีขึ้นนั้น ไม่มีจุดสิ้นสุดหรือไม่มีจุดจบ
ที่มา : http://boonchob.ob.tc/-View.php?N=95&Page=1