วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โดราเอมอน ร้องโดยนักร้องต้นฉบับคนแรกที่เป็น Queen of Anime Song

Original Singer of Doraemon Song
Kumiko Ōsugi (大杉久美子)
ได้ร้องเพลงประกอบการ์ตูนมากมายจนได้ชื่อว่าเป็น "Queen of Anime Song"
ปีนี้เธออายุ 61 ปี และเพิ่งมาเมืองไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2556 ที่ผ่านมานี้เอง
วีดีโอตั้งแต่สมัยนั้นครับ

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัว แปลงเป็นตัวเลข เปรียบเทียบกับความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างน่าสนใจ

ถ้าหากตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัว

A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
 
ทั้งหมดนี้แปลงเป็นตัวเลข
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

งั้น
Knowledge (ความรู้) K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5=96%

Workhard (ทำงานหนัก) W+O+R+K+H+A+R+D =23+15+18+11+8+1+18+4=98%

งั้นก็แสดงว่าความรู้กับการทำงานหนักมีความสำคัญเท่ากับ 96% กับ 98% ต่อชีวิตแล้ว

LUCK (โชคดี) L+U+C+K =12+21+3+11=47%

LOVE (ความรัก) L+O+V+E =12+15+22+5=54%

ดูๆแล้วสิ่งที่เรานึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ก็ไม่ได้สำคัญตามอย่างที่เราคิดไว้นะ

แล้วอะไรละ ที่จะเป็น 100% ของชีวิตคนเรา??

มันคือ Money (เงินทอง) งั้นเหรอ?
M+O+N+E+Y =13+15+14+5+25=72%
ก็ไม่ใ่นะ

หรือว่าคือ Leadership (การเป็นผู้นำ) หรอ?
L+E+A+D+E+R+S+H+I+P=12+5+1+4+5+18+19+9+16=89%
ก็ยังไม่ใช่อีก

จริงๆแล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราเต็มร้อยนั่นก็คือ
ATTITUDE (ทัศนคติ/ความคิด )
A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5=100%


Credit Dome Storm

สิ่งควรระวัง และวิธีรักษาความปลอดภัยให้ facebook และ twitter ของคุณ

วิธีรักษาความปลอดภัยให้ facebook และ twitter ของคุณ
เราต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า
ตอนนี้บริการ  facebook และ  twitter
ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งวัฒนธรรมออนไลน์ไปแล้ว

และที่แน่นอนยิ่งกว่าคือ
การมีสิ่งเป็นวัฒนธรรมใหม่เข้ามานั้น
ก็มักจะชักจูงเอาภัยคุกคามความปลอดภัยบางอย่าง
ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเครอข่ายทางสังคม   และนี่คือคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ
ที่จะทำให้ชีวิตออนไลน์ของคุณอยู่ได้อย่างปลอดภัย


จงระวังในสิ่งที่คุณใช้
ประธานาธิบดี โอบามา ได้กล่าวเตือนนักเรียนว่า
จงระวังสิ่งที่คุณ์โพสต์ลงไปใน facebook
เพราะบางสิ่งในนั้นอาจจะมีผลร้ายแรงต่อคุณย้อนหลัง
ในความเป็นจริงแล้ว
หลักการนี้สามารถใช้รว่มกันกับเว็บไซต์ social network อื่นๆ ได้
จำไว้ว่า?เพื่อนของเพื่อน อาจจะเป็นศัตรูของคุณ

จงระวังการเขียนข้อความ
เวลาที่คุณโพสต์ข้อความใน twitter และเปลี่ยนสถานะของคุณใน facebook
การโพสต์ข้อความบางอยาง ซึ่งอ่านดูแล้วไม่เป็นผลดีเท่าไหรนัก
เช่น คุณโพสต์ลงไปว่า คุณเบื่องาน / เบื่อหัวหน้า
แต่ทว่า..คุณอาจจะลืมไปว่า
ถ้าหัวหน้าของคุณเข้ามาเห็นว่าคุณโพสต์ข้อความแบบนั้นในเวลางาน
มันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

ถึงแม้คุณจะโพสต์ในพื้นที่ส่วนตัว
ซึ่งมีคุณกับ เพื่อนคุณเท่านั้นที่เห็น
แต่ทว่าหากเพื่อนของคุณโพสต์กลับไปว่า ?เห็นด้วย?
แล้วหัวหน้าของคุณ
เห็นข้อความนั้นจากการเปลี่ยนสถานะของเพื่อนคุณ
นั่นก็หมายความว่า
เขาสามารถเข้ามาตอบที่ facebook ของคุณได้ว่า
?ผมก็เห็นด้วย?  ได้เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น จงจำไว้ว่าอย่าโพสต์อะไรลงไปในเครือข่ายออนไลน์
ถ้าไม่คุณไม่แน่ใจว่า ข้อความเหล่านั้นจะสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้อื่น

แต่จริงๆ แล้วบริการของ facebook มีวิธีการซ่อนข้อความอยู่

ระวังการขอยืมเงินผ่าน social network
สมุมมติว่า ในfacebook หรือ ใน twitter ของคุณ
มีข้อความว่าจากเพื่อนเก่าสมัยมัธยมที่คุณไม่ได้เจอเค้ามาหลายปี
เขาหรือเธอบอกกับคุณว่า
รถ หรือว่ากระเป๋าสตางต์ของเขาถูกขโมยไป
ทำให้พวกเขาเกิดอาการร้อนเงิน
และเขาขอยืมเงินคุณ หรือว่าขอให้คุณช่วยเรื่องการเงินแก่เขา

อาชญากรคอมพิวเตอร์เองก็คงฉุกคิดได้ว่า
การอ้างตัวว่าเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือว่าเพื่อนเก่า
น่าจะทำให้ผู้คนตกเป็นหยื่อกับเรื่องราวพวกนี้ได้โดยง่าย

วิธีการของพวกนี้ คือ
เข้าไปโจมตีบัญชีผู้ใช้ Facebook แล้วเปลี่ยนรหัสผ่าน
เพื่อให้เจ้าของที่แท้จริงไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อีก
แล้วจากนั้นก็ส่งข้อความดังกล่าวมาหาบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเพื่อน

ทางที่ดี ถ้ามีข้อความประเภทนี้
มาจากบัญชีผู้ใช้ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของคุณจริงๆ
ลองใช้โทรศัพท์ หรือติดต่อทางออฟไลน์น่าจะดีกว่า
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ช่องทางอย่างอีเมลล์ หรือ social network
คงไม่ใช่สิ่งแรกที่เราจะใช้บอกคนใกล้ชิดในยามเดือดร้อน หรือว่าฉุกเฉิน

ควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล
เว็บไซต์ facebook หรือว่า social network อื่นๆ
การตั้งค่าแรกเริ่ม จะถูกออกแบบมา
เพื่อให้คุณสามารถแบ่งปันข้อมูลของคุณ
ให้กับเพื่อน  หรือว่าผู้เข้าชมอื่นๆทั่วไป ได้เห็นทั้งหมด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
คุณสามารถตั้งค่าการเข้าถึงข้อมูลของคุณได้
โดยให้อนุญาตให้เฉพาะเพื่อนของคุณ หรือเพื่อนของเพื่อน
สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคุณในส่วนต่างๆ ได้
ตามสิทธิ์ที่คุณเห็นสมควร

ระวังการโจมตีผ่าน Short Url
ภัยคุกคามอีกอย่างนึงสำหรับ social network นั้น
คือการโจมตีผ่าน Short URL

การที่เราใช้ URL ยาวๆ ใน twitter นั้น
คงจะดูไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะเรามีเนื้อที่แค่ 140 ตัวอักษร
ก็เลยทำให้เกิดมีบริการ Short URL ขึ้นมา

แต่ทว่าเหล่านักโจมตี
ก็อาศัยประโยชน์จากการทำ URL ที่สั้นลง
มาใช้ใช้ในการทำให้เป้าหมาย
สามารถเข้าไปยังเว็บไซต์อันตรายได้ โดยที่ไม่ทันได้เฉลียวใจ

อย่างในโปรแกรม tweetdeck
ซึ่งเป็นโปรแกรมยอดนิยมสำหรับใช้งาน twitter
จะมีการแสดงข้อมูลของ  Short URL
ว่า URL ปลายทางจริงๆนั้นคืออะไร
สำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ tweetdeck
อาจจะต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยตรงนี้ด้วยตนเอง

อ้างถึง
หมายเหตุ :
ผู้เขียนบทความต้นเรื่องนี้ คือ Tony Bradley
ที่ตีพิมพ์ใน  MACWorld
ต้นฉบับ
http://www.macworld.com/article/143134/2009/10/facebookprivacy.html?lsrc=rss_main

พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

การหลีกปัญหากระดูกพรุน ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ทันที นั่นคือ ระมัดระวังพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

๑. ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนมากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิด ปกติ

๒. ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากเกินจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ และยังทำให้การสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย

๓. ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก เพราะในน้ำอัดลมมีส่วนผสมที่ชื่อ "กรดฟอสฟอริก" ที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมมากทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป (มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

๔. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มชา กาแฟ เกินวันละ ๓ ถ้วย

๕. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างค่าความเป็นกรด-ด่างของ เลือด การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด แคลเซียมจะเข้ามามีบทบาทในการสะเทินฤทธิ์กรดจากบุหรี่ ดังนั้น บุหรี่ทุกๆ มวนจึงเป็นตัวที่ทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูก นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงต่ำกว่าปกติด้วย จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน

๖. ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสตีรอยด์ ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาเหล่านี้เร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ดังนั้น หากจำเป็นต้องกินเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

การป้องกันภาวะกระดูกพรุนที่ถูกต้องจึงควรประกอบด้วยการกินอาหารให้ครบหมวด หมู่ ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม งดเว้นปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การหลีกปัญหากระดูกพรุน ระมัดระวังพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป
ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก
ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต และการสูบบุหรี่
ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสตีรอยด์

เขียนโดย : ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ

โรคชอบเปรียบเทียบ ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น

โรคชอบเปรียบเทียบ......

การเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เรามักจะอยากรู้ว่าคนอื่น
โดยเฉพาะเพื่อนฝูงของเราได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้เขาขับรถอะไร
ได้ตำแหน่งระดับไหนแล้ว ลูกๆ ของเขาเรียนโรงเรียนอะไร สอบเข้าอะไรได้

แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเราเองว่าเราดีกว่าหรือด้อยกว่า และก็เป็นธรรมดาที่ใครๆ
ก็อยากจะดีกว่าคนอื่น แต่หลายๆ ครั้งการเปรียบเทียบทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น

ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดเมื่อเราเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีดีมากกว่าเรา
โดยเฉพาะเป็นการมีในสิ่งที่เราอยากมี แต่ยังไม่มี หรือยังมีไม่พอ และโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่า
คนคนนั้นเป็นคู่แข่งด้วย เช่น เราคงไม่รู้สึกด้อยเวลาได้ข่าวนักเรียนไทยได้เหรียญทองชีวโอลิมปิค
เราชื่นชมว่าเขาเก่ง แต่ความรู้สึกอาจต่างกัน ถ้านักเรียนคนนั้นเป็นลูกของญาติของเรา และเรียนชั้นเดียวกับเรา

เราเปรียบเทียบตัวเราในปัจจุบันกับอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ก่อนเราอาจจะเป็น
นักกีฬาที่เก่งกาจแต่เดี๋ยวนี้ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ก่อนเราอาจเคยเรียนเก่งมากแต่เดี๋ยวนี้
ด้วยปัญหาต่างๆ ทำให้เราเรียนได้แค่ปานกลาง แต่ก่อนเราเคยมีเงินมากมายแต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจ
แบบนี้ทำให้เรามีหนี้มากมาย ถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้เราก็จะรู้สึกแย่ รู้สึกว่าเรากำลังตกอับ
และมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นก็มองว่าเรากำลังตกอับด้วย

เราเปรียบเทียบปัจจุบันกับความฝันที่ยังไม่เป็นจริง เช่น อยากมีบ้านสวยๆ
แต่ก็ยังไม่มีสักทีทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่น

หลายๆ ครั้งเราก็อยู่ของเราดีๆ แต่คนอื่นชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งแล้ว
ก็มาตัดสินว่าเราด้อยกว่า และมาพูดให้เราได้ยินด้วย เช่น บรรดาแม่ๆ มักจะเอาลูกของคนอื่น
ที่เรียนเก่งมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองแล้วบ่นให้ลูกฟัง เพราะหวังจะกระตุ้นให้ลูกเกิดความมานะ
เอาอย่างคนเก่งๆ นั่น แต่ลูกอาจกลับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่น บางครั้งการที่คนอื่น
เอาเราไปเปรียบเทียบ แล้วมาพูดให้เราได้ยิน อาจเป็นการเหน็บแนมไม่ใช่ความหวังดีแบบนี้ก็ได้

การเปรียบเทียบนั้น บางครั้งก็ช่วยให้เราพัฒนาตนเองขึ้นมา ถ้าเรารู้สึกด้อยกว่าแล้วเรา
พยายามปรับปรุงตนเอง หรือเมื่อเราอยากเป็นแบบบุคคลที่เราชื่นชมแล้วพยายามพัฒนาตนเอง
หรือพยายามเอาชนะคำสบประมาทของคนอื่น แต่ถ้าการเปรียบเทียบทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ยอมแพ้
เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งแทนที่จะพยายามปรับปรุงตนเอง
หรือยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้มีอย่างคนอื่นเขา แบบนี้ท่าทางเราจะ เกิดภาวะการเปรียบเทียบที่เป็นพิษเสียแล้ว

การพบว่าจริงๆ แล้วเราด้อยกว่าคนอื่นนั้นเป็นความเจ็บปวด แต่การเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
เกินจริง และเป็นไปในแง่ลบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบ
อยู่ให้ลองถามตัวเองว่า กำลังเปรียบเทียบอะไร เช่น ความสวย ความเก่ง ความรวย ความเด่นดัง ฯลฯ
เพราะบางครั้งเราจะ "มึน" แยกประเด็นไม่ออกแล้วสรุปรวมว่าตัวเราโดยรวมทั้งหมดนั่นแหละที่ด้อย
สู้เขาไม่ได้ ข้อมูลแม่นแค่ไหน รู้แน่หรือเดาเอา เรารู้แน่แล้วหรือรถที่เขาขับน่ะ ใช่รถของเขา
เพื่อนเราไปเรียนเมืองนอกเพราะเก่งหรือเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ได้

เรารู้หมดทุกแง่ทุกมุมหรือยัง? หรือเห็นแต่แง่ดีของเขาเพียงด้านเดียว
เวลาเห็นคนที่ร่ำรวยเรามักคิดว่าเขาคงจะมีความสุข ที่จริงแล้วคนที่ร่ำรวยไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขเสมอไป
คนที่มีแฟนแล้วหรือคนที่ "ขายออก" แต่งงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขมากกว่าสาวโสด
คนที่มีเงินเหลือเก็บมากเพราะประหยัดมากๆ ก็ไม่น่าจะมีความสุขเท่าไร โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกเป็นภรรยา

เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วลองคิดต่อไปว่า เขาดีกว่าเราแล้วมันจะเป็นอะไรไป
ถึงเขาจะมีเงินมากกว่า แต่เราก็ยังมีเงินเท่าเดิม เงินที่เรามีอยู่มันไม่ได้หดหายไป ถึงคนข้างบ้านจะสวยกว่า
เรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสวยน้อยลง เราก็ยังคงเป็นคนสวยคนหนึ่งเหมือนกัน

ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เราพร้อมที่จะแลกด้วยอะไรบางอย่าง
เหมือนที่เขาทำหรือไม่ เพื่อนของเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาดูแลลูก
ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปว่ายน้ำหลังเลิกงานจึงมีเงินขนาดนั้นได้ จะทำอย่างนั้นหรือไม่

เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวัง
ต่อไปเราอาจเปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่ โดยเปรียบเทียบตัวเราตอนนี้กับตัวเราในอีก 1 ปีข้างหน้า
ถ้าเราลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 1 ปีผ่านไป
เราน่าจะหุ่นดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ดีขนาดคนข้างบ้านก็ตาม

การเปรียบเทียบจะเป็นปัญหาเมื่อมันไม่สมเหตุผล มากเกินไป บ่อยเกินไป
ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น



ที่มา : ผศ.น.พ.สเปญ อุ่นอนงค์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

กลเม็ดใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี

กลเม็ดใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี
23121081059.gif




ทุกวันนี้การใช้บัตรเครดิตกลายเป็นส่วนหนึ่ง ในชีวิตของคนไทยทั่วไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ประกอบการทั้งธนาคาร และสถาบันที่ออกบัตรเครดิตต่างดึงดูดใจลูกค้าด้วยโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษ ต่าง ๆ มากมาย จนทำให้จำนวนผู้ใช้บัตรเครดิตเพิ่มอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีบัตรเครดิตแล้วก็ควรใช้อย่างสบายใจและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้


ใช้บัตรเครดิตกับสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น

จากสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ ส่งผลทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ฉะนั้น การจะซื้อสินค้า ก็ควรจะเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น ส่วนสินค้าจำพวกอำนวยความสะดวกให้ชีวิตนั้นคงจะต้องรอไว้ก่อน จนกว่าสภาพคล่องทางการเงินดีขี้นกว่าปัจจุบัน


คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้

หลังจากใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าแล้ว ควรชำระหนี้ที่ถูกเรียกเก็บให้เจ้าหนี้เต็มจำนวนที่เรียกเก็บและตรงกำหนด เวลาวันชำระ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยและค่าปรับจากการชำระหนี้ช้า ฉะนั้น ก่อนใช้บัตรเครดิต ควรคำนึงถึงรายได้ของตน หรือความสามารถในการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้


ดูวันก่อนออกจากบ้านไป ช้อปปิ้ง

พยายามใช้บัตรครดิต ให้ได้ระยะเวลาในการปลอดหนี้ให้มากที่สุดจากธนาคาร โดยเลือกหลังจากวันที่มีการสรุปยอดการใช้จ่ายทุกครั้ง เนื่องจากถ้านำบัตรเครดิตไปใช้ใกล้ถึงวันตัดยอด ก็จะได้เวลาในการปลอดหนี้น้อย และต้องชำระเงินเร็ว


ยึดแนวนี้ไม่มีพลาด

- ศึกษาเงื่อนไขของบัตรเครดิตที่ถืออยู่อย่างละเอียด

- หมั่นติดต่อกับธนาคารเพื่อจะได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

- ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า หรือบริการในระยะเวลาปลอดหนี้

- ตรวจสอบความถูกต้องของรายการสินค้าและจำนวนเงินที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้ง

- เก็บสลิปที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้

- เก็บรักษาบัตรเครดิตให้ปลอดภัย

- ยกเลิกการถือบัตรเครดิต หากไม่มีความจำเป็น

เริ่มต้นอย่างไรดีถ้าต้องการมีบัตรเครดิตไว้ใช้สักใบ

บัตรเครดิต หลายท่านต้องการมีไว้ใช้จ่ายอย่างน้อย 1 หรือ 2 ใบเพื่อบริหารสภาพคล่องทางการเงินของท่านในแต่ละเดือน


ปัจจุบันบัตรเครดิตมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิม ซึ่งเคยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 25 % - 29 % ต่อปี เหลือเพียง 18 % ต่อปีเท่านั้น  อีกทั้งค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดก็ปรับลดลงอีกด้วยเหลือเพียง 3 % ของยอดที่เบิกถอน ( น่าสนใจจริงๆครับ )


ข้อดีของการมีบัตรเครดิต

คือ ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด ท่านสามารถใช้บัตรเครดิตของท่าน ชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที  โดยเงินสดของท่านก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญค่าบริการหรือสินค้าที่ท่านใช้จ่ายนั้น ท่านสามารถชำระคืนได้ในภายหลังโดยมีระยะเวลาประมาณ 45 - 55 วันแล้วแต่บัตรของธนาคาร


ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระคืนเต็มจำนวนเพราะท่านสามารถเลือกชำระคืนเพียง 5 % ของค่าใช้จ่ายท่านของท่าน บัตรเครดิตยังให้ท่านเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ในทุกสถานการณ์ เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน และบัตรเครดิตยังมีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าอัตราดอกเบี้ย 0 % การสะสมคะแนนแลกของกำนัล ต่างๆ การเห็นไหมครับว่าบัตรเครดิตน่าสนใจจริงๆครับ


ข้อเสียของการมีบัตรเครดิต

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของท่านเองว่า ท่านสามารถควบคุมการใช้บัตรของท่านได้ถูกวิธีหรือไม่ หากท่านมีการใช้วงเงินเกิน

การชำระคืนของท่านการมีบัตรเครดิตก็เป็นดาบ 2 คมเช่นกัน ดังนั้นเมื่อท่านมีบัตรเครดิต ท่านควรมีวิธีการบริหารการใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารการเงินของตัวท่านเอง


สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกสมัครบัตรเครดิต

1. อัตราดอกเบี้ย

2. ค่าธรรมเนียมต่างๆในการใช้บัตร

3. การให้บริการ

4. ค่าบริการรายปี

5. โปรโมชั่นของบัตรแต่ละประเภท


ประโยชน์ของบัตรเครดิต

ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินสด ท่านสามารถใช้บัตรเครดิตของท่าน ชำระค่าใช้จ่ายได้ทันที  โดยเงินสดของท่านก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญค่าบริการหรือสินค้าที่ท่านใช้จ่ายนั้น ท่านสามารถชำระคืนได้ในภายหลังโดยมีระยะเวลาประมาณ 45 - 55 วันแล้วแต่บัตรของธนาคาร


ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องชำระคืนเต็มจำนวนเพราะท่านสามารถเลือกชำระคืนเพียง 5 % ของค่าใช้จ่ายท่านของท่าน บัตรเครดิตยังให้ท่านเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า สำหรับเหตุการณ์ในทุกสถานการณ์ เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน และบัตรเครดิตยังมีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าอัตราดอกเบี้ย 0 %  การสะสมคะแนนแลกของกำนัล ต่างๆ การเห็นไหมครับว่าบัตรเครดิตน่าสนใจจริงๆครับ


ข้อเสียของการมีบัตรเครดิต

ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของท่านเองว่า ท่านสามารถควบคุมการใช้บัตรของท่านได้ถูกวิธีหรือไม่ หากท่านมีการใช้วงเงินเกิน   การชำระคืนของท่านการมีบัตรเครดิตก็เป็นดาบ 2 คมเช่นกัน ดังนั้นเมื่อท่านมีบัตรเครดิต ท่านควรมีวิธีการบริหารการใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารการเงินของตัวท่านเอง


วิธีเลือกบัตรเครดิต

พิจารณาเงื่อนไขในการสมัครของบัตรนั้น ๆ เช่น เงินเดือนขึ้นต่ำ เงินเดือนต้องผ่านแบงค์ เป็นต้น


ใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด

สินเชื่อหรือเครดิตมีหลายหลายรูปแบบในประเทศไทย นอกเหนือจากบัตรเครดิตที่ช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่น และคล่องตัวในการใช้เงินสูงสุดแล้วก็ยังมีบัตรเครดิตอีกหลายประเภท อาทิ บัตรเพื่อการกู้ยืมสำหรับนักเรียนการกู้เพื่อวันพักผ่อน การกู้เพื่อซื้อบ้านหรือการจำนองแม้ว่าบัตรเครดิตเหล่านี้จะมีเงื่อนไขที่ แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะพิเศษร่วมกันบางประการ เช่น ช่วยให้เราคงรูปแบบการใช้ชีวิตตามความปรารถนาได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินครั้งละมากๆ ดังนั้นการใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้ผู้ใช้บัตรได้รับประโยชน์ ความปลอดภัย และความสะดวก


ในทางกลับกัน การใช้บัตรเครดิตอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณตกอยู่ในความเดือดร้อน มีหลายกรณีที่ผลของการใช้บัตรเครดิตกลายเป็นภาระหนักทางการเงินของคุณ แทนที่จะช่วยส่งเสริมการเงินส่วนตัวของคุณ แนวทางต่อไปนี้เป็นวิธี การใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด และการล่วงรู้สัญญาณอันตรายจากการใช้เครดิตอย่างไม่เหมาะสม ผู้บริโภคที่เฉลียวฉลาดจะใช้เครดิตเพื่อส่งเสริมการใช้เงิน มากกว่าการทำให้กลายเป็นภาระทางการเงินลองพิจารณาแนวทางอันชาญฉลาดในการใช้ บัตรเครดิตดังนี้


จัดทำงบค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ คอลัมน์แรกเขียนรายการค่าใช้จ่ายและคอลัมน์ที่สอง เขียนรายได้หลังหักภาษี เมื่อคุณนำค่าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกับรายได้ คุณจะเห็นทันทีว่าคุณเป็นหนี้เท่าไร และคุณสามารถรับภาระได้หรือไม่ ขั้นตอนนั้นนับว่ามีความสำคัญมาก


วิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างกรอบให้ตัวเอง คือการยืมเงินหรือใช้จ่ายเงินล่วงหน้าภายในวงเงินที่คุณสามารถใช้คืนได้ พิจารณาว่าคุณสามารถใช้เงินในจำนวนเท่าไร แล้วค่อยใช้เครดิตตามจำนวนนั้นแทนการนั่งคำนวณว่าคุณจะได้รับเครดิตเท่าไร


กฎทั่วไป คือ คุณควรจะจำกัดยอดการกู้ยืมเงินไว้ที่ 20% ของรายได้หลังหักภาษี


ควรจำกัดตัวเองด้วยการใช้บัตรเพียงใบเดียว เช่น บัตรเครดิตของห้างสรรพสินค้าที่คุณชอบ หรือบัตรสถานีบริการน้ำมัน


ควรแน่ใจว่า ในการชำระเงินที่กู้ยืมมานั้น คุณไม่ต้องจ่ายค่าปรับ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการชำระเงินเวลาใดก็ได้


อย่าคิดเอาเองว่าคุณได้รับอนุญาตให้กู้ยืม ดังนั้นคุณจึงพร้อมแล้วที่จะใช้เครดิตให้มากกว่ายิ่งขึ้น หากคุณมีเป้าหมายที่จะควบคุมการเงินของคุณ ควรแน่ใจว่าการเงินของคุณมีเสถียรภาพเพียงพอก่อนการยอมรับเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติม


ควรอ่านรายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพราะมีข้อแตกต่างมากมายระหว่างผู้ออกเครดิต และเงื่อนไขการจ่ายคืน


ปรึกษาคู่สมรสหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบในภาระหนี้สิน ควรหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น การทำเช่นนี้จะช่วยไม่ให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น หรือการใช้เงิน อย่างไม่สมเหตุผล อีกทั้งช่วยสร้างความมั่นใจว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกคน เต็มใจทำตามข้อตกลง


ควรคิดเสมอว่าการเซ็นชื่อร่วมกันถือเป็นสัญญา ถ้าผู้ทำสัญญาไม่อาจชำระหนี้ได้ คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นก่อนเซ็นชื่อควรแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง และพิจารณาว่าคุณ สามารถจัดการกับหนี้สินต่างๆ ได้หากคุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบ


หากคุณเป็นนักชอปปิ้งด้วยที่ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ และมักทำผิดเงื่อนไขการกู้ยืมเป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน คุณยังไม่ควรใช้บัตรเครดิตจนกว่าคุณจะสามารถใช้เงินภายในวงเงินที่มีอยู่ได้


ให้บัตรเครดิตเป็นเพื่อนร่วมทางที่คุณวางใจได้ ไม่มีใครต้องการเผชิญกับภาวะเงินขาดมือในขณะอยู่ต่างประเทศแต่ถ้าคุณมีบัตร เครดิตที่ใช้ได้ทั่วโลกสักใบ ฝันร้ายนี้ย่อมจะไม่เกิดขึ้น


ที่มา : มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค

L-carnitine แอล-คาร์นิทีน คืออะไร มีผลอย่างไร

แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)

แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เองโดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนสองตัวคือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนิน(methionine) ซึ่งแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของคนเราถูกสร้างขึ้นไปใช้ในหน้าที่ต่าง ๆ หลายอย่าง ที่สามารถพูดในภาพรวมได้ว่า แอล-คาร์นิทีน ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่น เอง ซึ่งพลังงานที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็ถูกใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่ว ร่างกายเรานั่นเอง จากหน้าที่การทำงานพื้นฐานของสารชนิดนี้ทำให้สื่อโฆษณานำมาใช้เป็นประเด็น หลักในการสร้างโฆษณาให้เห็นว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วคุณจะอยู่นิ่งไม่ได้ รู้สึกคึกคัก คล้ายกับว่าร่างกายมีพลังงานมากเกิน

แอล-คาร์นิทีน ถูกสร้างขึ้นภายในตับและไตและนำไปเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อลายตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปที่กล้ามเนื้อหัวใจ สมองและสเปิร์ม ซึ่งในส่วนของสเปิร์มนั้นจะทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม เพราะแอล-คาร์นิทีนจะไปเร่งให้ไมโทคอนเดรียเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงาน สำหรับ ในอาหารจะพบสารแอล-คาร์นิทีนได้จากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ พวกผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh)

คนที่รับประทานอาหารมังสะวิรัติ อาจจะเกิดการขาดแอล-คาร์นิทีนได้ในบางครั้ง เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน พบได้ในเนื้อสัตว์ นมและถั่วหมักหรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการดูดซึมของระบบ ย่อยอาหาร รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยขาดแอล-คาร์นิทีน (ซึ่งพบน้อยมาก) ที่อาจเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือตับ ไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีนและเมไทโอนีนน้อย ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอกเจ็บกล้ามเนื้อ แขนขาอ่อนแรง ความดันเลือดต่ำและอาจมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย เป็นต้น

คาร์นิทีนที่นำมาใช้นั้นมีหลายลักษณะ เช่นผลิตภัณฑ์บรรจุเม็ดและสารน้ำ เป็นต้น โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมที่ออกมาใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นมีอยู่ สามรูปแบบ

      - รูปแบบแรก คือ แอล-คาร์นิทีน(LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและมีราคาถูกที่สุด
      - รูปแบบที่สอง คือ แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine(LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่นำมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
      - รูปแบบสุดท้าย คือ แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน[L-propionylcarnitine(LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับ หัวใจและใช้ได้ผลดีกับโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขาอีกด้วย (peripheral vascular disease-PVD) ถ้าเรากินเข้าไปการดูดซึมของแอล-คาร์นิทีนจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ ใหญ่ ส่วนแพทย์สามารถให้แอล-คาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน

สำหรับแอล-คาร์นิทีนนั้นมีข้อควรรู้ดังนี้ คือ
1. คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลง ในเหตุผลแรกนี้ก็ชวนให้เราหลงใหลใคร่อยากกินคาร์นิทีนกันแล้ว ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงก็เพราะเหตุผลที่ว่าเซลล์ในร่างกายทุก ๆเซลล์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจหรือเซลล์จากที่อื่น ๆ ของร่างกายทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับ ความต้องการของเซลล์แต่ละชนิดและคาร์นิทีนนี่เองทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น

2. คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(triglycerides)อยู่ในระดับต่ำและช่วย เพิ่มระดับคอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอเรสเตอรอล) ในเลือด

3. คาร์นีทีนช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)

4. คาร์นีทีน ช่วยให้น้ำหนักลดโดยเฉพาะการใช้ร่วมกับวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ

5. คาร์นีทีน ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหายใด ๆ กับร่างกายเหมือนกับที่พบในสารสกัดจากพืชบางชนิด

6. คาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมา จากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ

7. คาร์นิทีนและ อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน(Acetyl-L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

8. อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความ เครียดและอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้

9. อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกและลดภาวะความเครียด

10. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา


แต่ การใช้แอล-คาร์นิทีนมีข้อควรระวัง คือ สำหรับคนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์แอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวังเพราะอาจมีผลข้าง เคียงต่าง ๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้นในการใช้แต่ละครั้งควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่าและ ข้อควรจำให้ขึ้นใจก็คือสารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเองขึ้นกับ ปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีน จะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใด ๆ ที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง ในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ อาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

--------------------------------------------------------------


แอล-คาร์นิทีน กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก

แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ที่ตับ โดยมีการสังเคราะห์จาก กรดอะมิโน 2 ชนิดคือ Lysine และ Methionine พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่ Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หน้าที่หลักของ Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ใน เซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสีย ต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และ นำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย

มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้ L-carnitine ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากมีการใช้ L-carnitine ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือการใช้ในนักกีฬา ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน รวมทั้งมีการใช้ L-carnitine เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น

ใน ส่วนบทบาทในการลดน้ำหนักและลด ไขมันสะสม ดูเหมือนว่า L-carnitine น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ของคุณๆ ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ เนื่อง จากมีการทดลองนำเอา เซลล์ไขมัน (Adipose Tissue) ของคนอ้วนมาวิเคราะห์ พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี Carnitine อยู่เหลือ เลย ดังนั้นจากความสัมพันธ์นี้เอง ทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อไปใช้ หาก ถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้ แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป ก็จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของไขมัน สะสมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอก (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัด อาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือน ต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น L-carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ L-carnitine ขนาด 500-1,000 mg./วัน (1 cap 500 mg. หรือ แบบชนิดน้ำ 1000 mg/30 ml. สำหรับข้อดีในเรื่องการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วขึ้น) น่าจะเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก และหากคุณมีดัชนีมวลร่างกาย (BMI) มากกว่า 25 ปริมาณการใช้จะสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่ง
มีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยจาก การใช้ว่า L-carnitine ยังไม่มีผลทางลบแม้จะรับประทานในขนาดสูงถึง 4 g./ วันก็ตาม


credit : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=photomania&month=06-2007&date=15&group=6&gblog=2


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ประโยชน์ของ L -Carnitine

 

 
 L-Carnitine คืออะไร ?
เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทาน และได้รับจากการ
สังเคราะห์ขึ้นมา

L-Carnitineสังเคราะห์มากจากกรดอะมิโนไลซีน ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมา
เองได้ โดยใช้ Vitamin B6 ,B5 ,Vitamin C ,เหล็ก และกรดอะมิโนเมไทโอนีน
ส่วนแหล่งอาหารที่มี Carnitine ร่างกายจะได้รับมาจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ  โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเนื้อแดง เช่นเนื้อวัว และเนื้อหมู
Carnitine มีหน้าที่ช่วยนำกรดไขมันเข้าไปเผาผลาญในไมโตคอนเดรีย (เพื่อเปลี่ยนให้
เป็นพลังงาน) คล้ายๆสายพานลำเลียงไขมันไปเผาผลาญนั่นแหละครับ
ซึ่งไมโตคอนเดรียจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน คล้ายๆแบตเตอรี่รถยนต์ครับ
สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริมบอกกับคุณ
ผู้ผลิตอาหารเสริมมักจะบอกว่า การได้รับ L-Carnitine ที่เพียงพอจะช่วยเผาผลาญไขมัน
ได้มากขึ้น  และจะทำให้เซลล์นำไขมันไปเผาผลาญมากขึ้นแทนที่จะสะสมเป็น
“ไขมัน”   

ดังนั้นจึงมีความคิดที่ว่า ถ้าให้ L-Carnitine มากขึ้น ก็น่าที่จะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น
ดังนั้นจึงมักใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาและอาหารเสริมลด
น้ำหนัก   
สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริม ไม่ได้บอกให้คุณรู้
ทฤษฎีบอกว่าช่วยในการพากรดไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียเพื่อใช้ในการเผาผลาญมาก
ขึ้น    แต่ความจริงในทางปฏิบัติสามารถเร่งการเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ???

การทดลองหนึ่งในแมวอ้วน (แน่นอนครับ ไม่ใช่คน) เปรียบเทียบกับการได้รับ L-
Carnitine 250 มิลลิกรัมต่อวัน กับไม่ให้ เป็นระยะเวลา 18 สัปดาห์ พบว่าแมวอ้วนที่ได้
รับ L-Carnitine น้ำหนักลดลงได้เร็วกว่า
แต่การทดลองนี้ไม่ได้ทำในมนุษย์ครับ ซึ่งแน่นอนครับว่าสิ่งที่ได้ผลในแมว อาจไม่ได้
ผลในมนุษย์
การศึกษาว่าการให้ L-Carnitine จะสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในมนุษย์ได้จริง
หรือไม่ น้อยมาก- น้อยมากมาก  และเป็นข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่   บางการศึกษาก็บอก
ว่าไม่ช่วย   บางการศึกษาบอกว่าช่วยน้อยมากครับ
โดยปกติแล้วเราเองก็ได้รับ L-Carnitine จากอาหาร และสร้างขึ้นมาในร่างกายได้เอง
และมีการศึกษาว่า L-Carnitine ช่วยลดน้ำหนักได้ไม่มาก จนไม่มีความสำคัญในเรื่อง
ของการลดน้ำหนัก
มีการศึกษาหนึ่งได้ทดลองให้ L-Carnitine ในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกิน
13 คน และเปรียบเทียบกับยาหลอก (ไม่ได้รับ L-Carnitine) 15 คน และให้รับประทาน
อาหารเหมือนๆกัน และออกกำลังกายเหมือนกัน ไม่พบความแตกต่างในดัชนีมวลกาย
มีการศึกษาอยู่อีกการศึกษาหนึ่งที่นำหญิงอ้วน 36 ราย ให้ L-Carnitine 4 กรัมต่อวัน เป็น
ระยะเวลา 60 วัน ให้ผลไม่แตกต่างจากเม็ดแป้ง  ไม่ว่าจะเป็นผลในเรื่องของน้ำหนักตัว
หรือดัชนีมวลกาย  แม้แต่การเผาผลาญไขมัน
โดยทั่วไปผลลัพธ์ในเรื่องของการเผาผลาญไขมันโดยใช้ L-Carnitine นั้น แทบจะไม่
ช่วยในเรื่องของการเร่งการเผาผลาญเลย  ไม่เคยมีใครลดน้ำหนักส่วนเกินในร่างกายได้
จริงโดยการรับประทาน L-Carnitine เสริมหรอกครับ
L-Carnitine ค่อนข้างที่จะปลอดภัยนะครับ และผลข้างเคียงมีน้อยมากๆ ตอนนี้ยังไม่
ปรากฏว่าทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายใดๆ   แต่อย่าลืมครับว่า “ปลอดภัย”  ก็ไม่ได้
หมายความว่า “ได้ผล”
ถ้าคุณยังเลือกที่จะใช้ L-Carnitine อยู่ ในหลายๆการศึกษาแนะนำให้รับประทานวันละ
500 มิลลิกรัมต่อวัน  (บางการศึกษาใช้มากถึง 5000-6000 มิลลิกรัมเสียด้วยซ้ำ)
ดังนั้นถ้าคุณเห็นในสลากอาหารเสริม(ส่วนใหญ่ ) เขียนไว้ว่ามี L-Carnitine รวมอยู่เพียง
แค่ 20 ,50 หรือ 100 มิลลิกรัมแล้วล่ะก็  ปริมาณเพียงแค่นั้น….ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอาหารเสริมที่จัดว่า แพงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต เมื่อ
เปรียบเทียบกับราคา กับผลลัพธ์แล้ว ไม่มีหลักฐานใดที่สนับสนุนว่าช่วยในการลด
ไขมันส่วนเกินได้จริง  แต่ถ้าคุณจะรับประทานเพื่อหวังผลในเรื่องของสุขภาพทั่วไป
แล้ว ผมไม่ห้ามครับ
อ้างอิง
-The clinical and metabolic effects of rapid weight loss in obese pet cats and the influence of
supplemental oral L-carnitine. – Center SA – J Vet Intern Med – 01-NOV-2000; 14(6): 598-608 (From
NIH/NLM MEDLINE)

-Carnitine does not improve weight loss outcomes in valproate-treated bipolar patients consuming an
energy-restricted, low-fat diet. – Elmslie JL – Bipolar Disord – 01-OCT-2006; 8(5 Pt 1): 503-7 (From
NIH/NLM MEDLINE)
http://manocanitine.wordpress.com/about/