Leisure,Event,Travel,Food,accommodation,Hotels,Resorts,guesthouse,Homestay, life style,Sport,Adventure, Entertainment,culture and art ท่องเที่ยว ถ่ายภาพ, เที่ยวเมืองไทย, เรื่องท่องเที่ยว ทะเล เกาะ ภูเขา น้ำตก, ข้อมูลท่องเที่ยว ,โรงแรม ,รีสอร์ท , สนามกอล์ฟ, ที่พัก, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยว, แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ กิจกรรมต่าง ๆ ในการท่องเที่ยว [บันทึกท่องเที่ยว อาหาร และ การเดินทางของ เอ้ Sorawich]
วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ความคิดสร้างสรรค์...สอนได้
» ความคิดสร้างสรรค์...สอนได้
» โดย อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล
“มีดสั้นของข้าพเจ้า ช่างเหล็กธรรมดาใช้เวลาตีเพียงสามชั่วยาม แต่ตำราอาวุธกลับจัดไว้อยู่ในอันดับสาม” ลี้คิมฮวงใน “ฤทธิ์มีดสั้น”
ผมได้สอนวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking ที่จุฬาฯ มาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว และได้มีการพัฒนาเนื้อหาหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ในบทความนี้ ผมจะเล่าเทคนิค 4 อย่างในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่ผมสอนในห้องเรียน ซึ่งทุกท่านสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของท่านเองครับ
======
1. การฟังและการดู
ในภาพยนตร์เรื่อง 2012 มีฉากหนึ่งซึ่งพระธิเบตได้รินน้ำชาจนล้นถ้วยไปหมด ฉากนี้มาจากนิทานเซนเรื่องน้ำชาล้นถ้วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าในสมองเราเต็มไปด้วยความคิด ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ยอมเปิดรับความคิดใหม่ เราก็ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้
เปรียบเหมือน ถ้วยซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชาอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถรินน้ำชาใหม่เข้าไปในแก้วได้นั่นเอง
ดังนั้น...วิธีหนึ่งในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากศาสตร์ของตนเอง โดยการไปฟังและดูเรื่องราวต่าง ๆ เช่น...
- ชมนิทรรศการหรือเข้าร่วมฟังบรรยายในงานสัมมนาต่าง ๆ ปัจจุบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแแบบหรือ TCDC มีนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ และมีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ จำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการหรืองานบรรยายที่น่าสนใจมากมาย เช่น TEDXBKK, IgniteBKK, Pecha Kucha ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย
- ชมภาพยนตร์ซึ่งจุดประกายความคิดสร้างสรรค์หรือสร้างแรงบันดาลใจ ผมขอแนะนำภาพยนตร์ต่อไปนี้ครับ
Dead Poets Society, October Sky, Lorenzo’s Oil, Patch Adams และ Beanครับ
ภาพยนตร์เหล่านี้บางเรื่องสร้างมาจากเรื่องจริง บางเรื่องเป็นเรื่องแต่ง แต่ภาพยนตร์เหล่านี้มีเนื้อหาหรือฉากที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความคิดสร้าง สรรค์หรือการพัฒนานวัตกรรมได้ดีมาก
ส่วนใหญ่ เรามักชมภาพยนตร์เพื่อความสนุกอย่างเดียว ผมแนะนำว่า ตอนนี้ลองชมภาพยนตร์ในมุมมองใหม่ว่า มีฉากไหนบ้างที่เราได้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน การทำงานได้บ้างครับ
======
2. การเขียน
เทคนิคนี้ง่ายมากครับ คือ ขอให้มีปากกาและสมุดบันทึกคู่ใจเล่มเล็ก ๆ ติดตัวตลอดเวลา เพราะไอเดียดี ๆ นั้นสามารถเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา
มีคำกล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดได้ใน 3B คือ
Bath (ห้องน้ำ)
Bed (ห้องนอน)
Bus (การเดินทาง)
เพราะเรามักผ่อนคลายในสถานที่เหล่านั้น ทำให้เกิดปิ๊งความคิดดีๆ ขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่รีบจดไอเดียเหล่านั้นแล้วล่ะก็ มันจะหายไปในพริบตาได้เช่นกัน
ถ้าเรามีความคิดหรืออยากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนอื่นรับทราบ ก็สามารถเขียนใน blog เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นทราบได้
นิสิตในวิชาของผมจะต้องทำ blog ทุกคนเพื่อบันทึกเนื้อหาที่เรียนมาในแต่ละครั้ง และบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เนื่องจาก blog สามารถใส่รูปภาพหรือคลิปวิดีโอได้ เราควรมีกล้องถ่ายรูปติดตัวเสมอซึ่งทำได้ง่ายมากเพราะโทรศัพท์มือถือส่วน ใหญ่สามารถถ่ายรูปได้อยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาที่เราพบเหตุการณ์หรือสิ่งน่าสนใจ ก็สามารถถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อเล่าใน blog หรือเก็บเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในอนาคตได้ครับ
======
3. การเล่น
เราควรหางานอดิเรกที่ฝึกใช้ทั้งสองมือได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วจะช่วยทำให้สมองพัฒนาด้วย เนื่องจากมือเปรียบเสมือนสมองที่งอกออกมา
ในแพทย์แผนจีนจะมีการกล่าวถึงเส้นประสาทลมปราณของแต่ละอวัยวะซึ่งเชื่อมโยง กับแต่ละนิ้ว ดังนั้นการบริหารนิ้วจะมีผลต่ออวัยวะภายในของร่างกายด้วย
กิจกรรมที่ฝึกความคล่องคล่องของมือมีหลายอย่าง เช่น การควงปากกา การโยนลูกดิ่งโยโย การหมุนรูบิค
ในวิชาของผม ผมจะสอนการโยนลูกจักกลิ้ง (juggling) ซึ่งเป็นการโยนลูกบอล 3 ลูกแล้วรับอย่างคล่องแคล่ว ประโยชน์ของการโยนจักกลิ้งมีหลายอย่างเช่น
- ฝึกการใช้ทั้งสองมือให้ทำงานได้คล่องแคล่ว
- ฝึกสมาธิเพราะการโยนจักกลิ้งจะต้องจดจ่อกับการโยน
- ฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการหาท่าโยนจักกลิ้งแบบใหม่
การโยนจักกลิ้งเป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ไม่ใช่พรสวรรค์พิเศษของนักมายากลหรือนักเล่นละครสัตว์แต่อย่างใด
ปัจจุบันใน Youtube มีคลิปวิดีโอสอนการโยนจักกลิ้งมากมาย ซึ่งเราสามารถดูและฝึกฝนด้วยตัวเองได้ ท่านผู้อ่านสามารถหาซื้อลูกจักกลิ้งได้ที่ถนนข้าวสารครับ
======
4. ความเชื่อมั่น
นิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุดคือ “ฤทธิ์มีดสั้น” ซึ่งประพันธ์โดยโกวเล้ง ตัวเอกในเรื่องฤทธิ์มีดสั้นคือลี้คิมฮวง มีดบินไม่เคยพลาดเป้า ถึงแม้ว่าลี้คิมฮวงจะใช้อาวุธคือมีดสั้นธรรมดา แต่มีฝีมือสูงส่งอยู่ในอันดับสามของยุทธจักร
ดังข้อความที่ยกมาในตอนต้นของบทความ ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้บอกอุปมาอุปไมยที่ดีในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน นั่นคือ...
ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งภายนอก (เปรียบเสมือนอาวุธที่เหล่าจอมยุทธใช้) แต่เป็นสิ่งภายในที่อยู่ในตัวเรา (เปรียบเสมือนกำลังภายในหรือวิทยายุทธของตนเอง)
ดังนั้นขอให้เราจงเชื่อมั่นตัวเองเสมอว่า เรามีความคิดสร้างสรรค์ชั้นเยี่ยม ไม่ว่าเราจะขาดแคลนต้นทุนภายนอกอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าต้นทุนภายในของเราคือ ความเชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของตนเองเต็มแล้ว เราจะมีหนทางเสมอในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
====
• สรุป
ปัจจุบันโลกได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะได้ยินศาสตร์ใหม่ ๆ มากขึ้น รูปแบบการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในยุคที่มีการเปลี่ยน แปลงและแข่งขันอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทุกคนในการทำธุรกิจ ขอให้พวกเราทุกคนพูดกับตัวเองดัง ๆ ว่า...
"ฉันมีความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม"
และทำความฝันให้เป็นความจริงกันเถอะครับ
======
Credit : อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล | ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | www.TCDC.or.th
» โดย อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล
“มีดสั้นของข้าพเจ้า ช่างเหล็กธรรมดาใช้เวลาตีเพียงสามชั่วยาม แต่ตำราอาวุธกลับจัดไว้อยู่ในอันดับสาม” ลี้คิมฮวงใน “ฤทธิ์มีดสั้น”
ผมได้สอนวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking ที่จุฬาฯ มาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว และได้มีการพัฒนาเนื้อหาหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ในบทความนี้ ผมจะเล่าเทคนิค 4 อย่างในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่ผมสอนในห้องเรียน ซึ่งทุกท่านสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของท่านเองครับ
======
1. การฟังและการดู
ในภาพยนตร์เรื่อง 2012 มีฉากหนึ่งซึ่งพระธิเบตได้รินน้ำชาจนล้นถ้วยไปหมด ฉากนี้มาจากนิทานเซนเรื่องน้ำชาล้นถ้วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าในสมองเราเต็มไปด้วยความคิด ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ยอมเปิดรับความคิดใหม่ เราก็ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้
เปรียบเหมือน ถ้วยซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชาอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถรินน้ำชาใหม่เข้าไปในแก้วได้นั่นเอง
ดังนั้น...วิธีหนึ่งในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากศาสตร์ของตนเอง โดยการไปฟังและดูเรื่องราวต่าง ๆ เช่น...
- ชมนิทรรศการหรือเข้าร่วมฟังบรรยายในงานสัมมนาต่าง ๆ ปัจจุบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแแบบหรือ TCDC มีนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ และมีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ จำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการหรืองานบรรยายที่น่าสนใจมากมาย เช่น TEDXBKK, IgniteBKK, Pecha Kucha ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย
- ชมภาพยนตร์ซึ่งจุดประกายความคิดสร้างสรรค์หรือสร้างแรงบันดาลใจ ผมขอแนะนำภาพยนตร์ต่อไปนี้ครับ
Dead Poets Society, October Sky, Lorenzo’s Oil, Patch Adams และ Beanครับ
ภาพยนตร์เหล่านี้บางเรื่องสร้างมาจากเรื่องจริง บางเรื่องเป็นเรื่องแต่ง แต่ภาพยนตร์เหล่านี้มีเนื้อหาหรือฉากที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความคิดสร้าง สรรค์หรือการพัฒนานวัตกรรมได้ดีมาก
ส่วนใหญ่ เรามักชมภาพยนตร์เพื่อความสนุกอย่างเดียว ผมแนะนำว่า ตอนนี้ลองชมภาพยนตร์ในมุมมองใหม่ว่า มีฉากไหนบ้างที่เราได้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน การทำงานได้บ้างครับ
======
2. การเขียน
เทคนิคนี้ง่ายมากครับ คือ ขอให้มีปากกาและสมุดบันทึกคู่ใจเล่มเล็ก ๆ ติดตัวตลอดเวลา เพราะไอเดียดี ๆ นั้นสามารถเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา
มีคำกล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดได้ใน 3B คือ
Bath (ห้องน้ำ)
Bed (ห้องนอน)
Bus (การเดินทาง)
เพราะเรามักผ่อนคลายในสถานที่เหล่านั้น ทำให้เกิดปิ๊งความคิดดีๆ ขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่รีบจดไอเดียเหล่านั้นแล้วล่ะก็ มันจะหายไปในพริบตาได้เช่นกัน
ถ้าเรามีความคิดหรืออยากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนอื่นรับทราบ ก็สามารถเขียนใน blog เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นทราบได้
นิสิตในวิชาของผมจะต้องทำ blog ทุกคนเพื่อบันทึกเนื้อหาที่เรียนมาในแต่ละครั้ง และบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เนื่องจาก blog สามารถใส่รูปภาพหรือคลิปวิดีโอได้ เราควรมีกล้องถ่ายรูปติดตัวเสมอซึ่งทำได้ง่ายมากเพราะโทรศัพท์มือถือส่วน ใหญ่สามารถถ่ายรูปได้อยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาที่เราพบเหตุการณ์หรือสิ่งน่าสนใจ ก็สามารถถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อเล่าใน blog หรือเก็บเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในอนาคตได้ครับ
======
3. การเล่น
เราควรหางานอดิเรกที่ฝึกใช้ทั้งสองมือได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วจะช่วยทำให้สมองพัฒนาด้วย เนื่องจากมือเปรียบเสมือนสมองที่งอกออกมา
ในแพทย์แผนจีนจะมีการกล่าวถึงเส้นประสาทลมปราณของแต่ละอวัยวะซึ่งเชื่อมโยง กับแต่ละนิ้ว ดังนั้นการบริหารนิ้วจะมีผลต่ออวัยวะภายในของร่างกายด้วย
กิจกรรมที่ฝึกความคล่องคล่องของมือมีหลายอย่าง เช่น การควงปากกา การโยนลูกดิ่งโยโย การหมุนรูบิค
ในวิชาของผม ผมจะสอนการโยนลูกจักกลิ้ง (juggling) ซึ่งเป็นการโยนลูกบอล 3 ลูกแล้วรับอย่างคล่องแคล่ว ประโยชน์ของการโยนจักกลิ้งมีหลายอย่างเช่น
- ฝึกการใช้ทั้งสองมือให้ทำงานได้คล่องแคล่ว
- ฝึกสมาธิเพราะการโยนจักกลิ้งจะต้องจดจ่อกับการโยน
- ฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการหาท่าโยนจักกลิ้งแบบใหม่
การโยนจักกลิ้งเป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ไม่ใช่พรสวรรค์พิเศษของนักมายากลหรือนักเล่นละครสัตว์แต่อย่างใด
ปัจจุบันใน Youtube มีคลิปวิดีโอสอนการโยนจักกลิ้งมากมาย ซึ่งเราสามารถดูและฝึกฝนด้วยตัวเองได้ ท่านผู้อ่านสามารถหาซื้อลูกจักกลิ้งได้ที่ถนนข้าวสารครับ
======
4. ความเชื่อมั่น
นิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุดคือ “ฤทธิ์มีดสั้น” ซึ่งประพันธ์โดยโกวเล้ง ตัวเอกในเรื่องฤทธิ์มีดสั้นคือลี้คิมฮวง มีดบินไม่เคยพลาดเป้า ถึงแม้ว่าลี้คิมฮวงจะใช้อาวุธคือมีดสั้นธรรมดา แต่มีฝีมือสูงส่งอยู่ในอันดับสามของยุทธจักร
ดังข้อความที่ยกมาในตอนต้นของบทความ ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้บอกอุปมาอุปไมยที่ดีในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน นั่นคือ...
ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งภายนอก (เปรียบเสมือนอาวุธที่เหล่าจอมยุทธใช้) แต่เป็นสิ่งภายในที่อยู่ในตัวเรา (เปรียบเสมือนกำลังภายในหรือวิทยายุทธของตนเอง)
ดังนั้นขอให้เราจงเชื่อมั่นตัวเองเสมอว่า เรามีความคิดสร้างสรรค์ชั้นเยี่ยม ไม่ว่าเราจะขาดแคลนต้นทุนภายนอกอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าต้นทุนภายในของเราคือ ความเชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของตนเองเต็มแล้ว เราจะมีหนทางเสมอในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
====
• สรุป
ปัจจุบันโลกได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะได้ยินศาสตร์ใหม่ ๆ มากขึ้น รูปแบบการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในยุคที่มีการเปลี่ยน แปลงและแข่งขันอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทุกคนในการทำธุรกิจ ขอให้พวกเราทุกคนพูดกับตัวเองดัง ๆ ว่า...
"ฉันมีความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม"
และทำความฝันให้เป็นความจริงกันเถอะครับ
======
Credit : อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล | ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | www.TCDC.or.th
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามผู้สื่อข่าว ใน“วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก”

เนื่อง ด้วยวันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี ทางยูเนสโก (UNESCO) ได้กำหนดให้เป็น “วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก” เพื่อเป็นการย้ำถึงเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชน นั่นคือเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้มวลมนุษยชาติตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชนที่จะต้องมีเสรีภาพ
แต่ ปัจจุบันสื่อจำนวนไม่น้อยได้ถูก คุกคามทั้งจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวเปิดโปงการคอรัปชั่นและการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงได้รวบรวม 10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามผู้สื่อข่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวอย่างเสรีและเป็นธรรม
1. การทำร้ายร่างกาย
ใน
บางประเทศ อย่างเช่น ซีเรีย เติร์กเมนิสถาน และโซมาเลีย รัฐบาล กองทัพ
และกลุ่มติดอาวุธทำร้ายร่างกายหรือสังหารผู้สื่อข่าว
ที่ถูกมองว่าพยายามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการปฏิบัติของตน
2. การขู่จะขังคุก
ผู้สื่อข่าวยังเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายที่ใช้ปราบปรามการแสดงความ
เห็นอย่างสงบ หรือไม่ก็มีการตั้งข้อหาเท็จโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง
(อย่างเช่น ข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและฉ้อโกง)
ทั้งนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการรายงานข่าว
3. การข่มขู่คุกคาม
รัฐบาลหลายประเทศพบว่าการข่มขู่ผู้สื่อข่าวหรือญาติของพวกเขาเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลเพื่อปิดปากพวกเขา
4. การจับตามอง
ใน
ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคิวบาและจีน
นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวมักประสบปัญหาในการรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เนื่องจากทางการมักเฝ้าติดตามการสื่อสารของพวกเขา
5. การปิดกั้นการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
รัฐบาลที่กดขี่บางแห่งพยายามควบคุมการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อจำกัดการดำเนินงานของผู้สื่อข่าว
ทาง
การจีนได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ New York Times และ Bloomberg
เป็นการชั่วคราว และยังห้ามไม่ให้เสิร์ชหาคำว่า ‘New York Times’
หลังจากสำนักข่าวเหล่านี้เปิดโปงข้อมูลด้านการเงินที่อื้อฉาวของผู้นำรัฐบาล
จีนบางคน
6. การออกกฎหมายหมิ่นประมาทที่รุนแรง
บางประเทศมีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างมิชอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าววิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้มีอิทธิพล
7. การเพิกถอนวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
ใน
บางประเทศ รวมทั้งซีเรีย
รัฐบาลปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่าผู้สื่อข่าวต่างชาติเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกเขา
สอบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนผู้สื่อข่าวในประเทศก็เจอกับความเสี่ยงที่จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน
เช่นกัน
8. การไม่ยอมสอบสวนเมื่อเกิดกรณีการทำร้ายผู้สื่อข่าว
การ
ที่รัฐบาลไม่นำตัวผู้ทำร้ายผู้สื่อข่าวมาลงโทษ เป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง
ทำให้นักข่าวไม่กล้ารายงานข้อมูลในประเด็นที่ละเอียดอ่อน
9. การสั่งปิดหน่วยงานสื่อ
ทางการในหลายประเทศสั่งปิดหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุที่ถูกมองว่ามุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ใน
ช่วงสองเดือนแรกของปี 2555
ทางการซูดานได้สั่งพักการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์สามฉบับ
โดยใช้กฎหมายที่ให้อำนาจในการยุติการดำเนินงานของสิ่งพิมพ์ที่มีข้อมูลซึ่ง
ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ
10. สนับสนุนการใส่ร้ายป้ายสี
ในหลายประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใส่ร้ายป้ายสีผู้สื่อข่าวที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ทางการ
I will survive! แปลเป็นไทย
I will survive: ไม่ตายหรอกย่ะ
At first I was afraid, I was petrified
ตอนแรกฉันก็กลัวจะเสียวสยองนะ
Kept thinkin’ I could never live without you by my side
คอยแต่คิดวนไปวนมา คิดไปว่าต้องขาดใจแน่ ๆ ถ้าไม่มีเธอมาอยู่ข้างกาย
Then I spent so many nights thinking how you did me wrong
แต่เมื่อวันคืนผ่านไป
คิดไปแล้วว่าเธอทำอะไรไม่ดีกับฉันยังไงที่ผ่านมา
And I grew strong
ฉันก็รู้สึกแกร่ง เข้มแข็งขึ้นเป็นกอง
And I learned how to get along
และได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่อไป
And so you’re back from outer space
แต่แล้วเธอก็กลับมาหาฉัน มาจากโลกไหนก็ไม่รู้
I just walked in to find you here, with that sad look upon your
face
พอฉันเดินเข้ามา ก็ต้องมาเจอใบหน้าอันเศร้าหมองของเธอ
I should have changed that stupid lock
ฉันน่าจะเปลี่ยนกลอนประตูเฮงซวยนั่นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
I should have made you leave your key
ฉันน่าจะทวงกุญแจคืนมา
If I had known for just one second you’d be back to bother me
เนี่ย ถ้าเพียงแค่รู้ว่า เธอจะกลับมากวนใจฉันอีกอย่างนี้
Go on now go, walk out the door
ออกไปเสียเถอะ ออกประตูนั่นไปเลย
Just turn around now
ไสหัวไป ตอนนี้เลย
’coz you’re not welcome anymore
เพราะที่นี่ ไม่ต้อนรับเธออีกแล้ว
Weren’t you the one who tried to break me with goodbye?
ก็เธอไม่ใช่เหรอที่พยายามจะทำฉันเจ็บด้วยการตีจาก
Did you think I’d crumble?
เธอคิดเหรอว่าจะทำฉันแตกเป็นเสี่ยง ๆ
Did you think I’d lay down and die?
นั่นเธอคิดเหรอว่า ฉันต้องแดดิ้นสิ้นใจตายลงตรงนี้
Oh no not I, I will survive
ไม่ใช่ฉันแน่ เพราะฉันจะยังอยู่ ไม่ตายหรอกย่ะ
For as long as I know how to love, I know I’ll stay alive
ตราบเท่าที่ฉันรู้จักรักเป็น ฉันจะต้องอยู่ มีชีวิตอยู่ต่อไป
I’ve got all my life to live
ฉันมีชีวิตทั้งชีวิตต้องดูแลต่อไป
And I’ve got all my love to give
ฉันมีรักพร้อมเต็มหัวใจพร้อมมอบให้คนอื่น
I’ll survive
ฉันจะไม่ตายหรอก
I will survive
ฉันต้องอยู่ได้
Hey hey
เฮ เฮ
It took all the strength I had not to fall apart
ฉันรวบรวมกำลังกายกำลังใจทุกส่วน
ป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพังพินาศลงไป
Just trying hard to mend the pieces of my broken heart
ฉันพยายามสุดฤทธิ์ ซ่อมแซมหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยง
And I spent oh so many nights just feeling sorry for myself
ฉันต้องเสียเวลาไปหลายคืน คอยนั่งเสียใจกับตัวเอง
I used to cry, but now I hold my head up high
ฉันเคยร้องไห้ แต่จากนี้ไปไม่อีกแล้ว
And you see me, somebody new
เธอจะได้เห็น ฉันเป็นคนใหม่
I’m not that chained up little person still in love with you
ฉันไม่ใช่คนกระจอก คอยลุ่มหลงรักเธอหัวปักหัวปำ
And so you felt like dropping in and just expect me to be free
จนทำให้เธอไม่เห็นคุณค่า คิดจะมาหาเมื่อไหร่ก็มา
But now I’m savin’ all my lovin’ for someone who’s lovin’ me
แต่ไม่ใช่แล้ว ไม่...อีกต่อไป ฉันจะเก็บรักไว้ให้คนใหม่ที่รักฉัน
ใครแปลไม่รู้ เก็บมาไม่รู้ที่มา
At first I was afraid, I was petrified
ตอนแรกฉันก็กลัวจะเสียวสยองนะ
Kept thinkin’ I could never live without you by my side
คอยแต่คิดวนไปวนมา คิดไปว่าต้องขาดใจแน่ ๆ ถ้าไม่มีเธอมาอยู่ข้างกาย
Then I spent so many nights thinking how you did me wrong
แต่เมื่อวันคืนผ่านไป
คิดไปแล้วว่าเธอทำอะไรไม่ดีกับฉันยังไงที่ผ่านมา
And I grew strong
ฉันก็รู้สึกแกร่ง เข้มแข็งขึ้นเป็นกอง
And I learned how to get along
และได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่อไป
And so you’re back from outer space
แต่แล้วเธอก็กลับมาหาฉัน มาจากโลกไหนก็ไม่รู้
I just walked in to find you here, with that sad look upon your
face
พอฉันเดินเข้ามา ก็ต้องมาเจอใบหน้าอันเศร้าหมองของเธอ
I should have changed that stupid lock
ฉันน่าจะเปลี่ยนกลอนประตูเฮงซวยนั่นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
I should have made you leave your key
ฉันน่าจะทวงกุญแจคืนมา
If I had known for just one second you’d be back to bother me
เนี่ย ถ้าเพียงแค่รู้ว่า เธอจะกลับมากวนใจฉันอีกอย่างนี้
Go on now go, walk out the door
ออกไปเสียเถอะ ออกประตูนั่นไปเลย
Just turn around now
ไสหัวไป ตอนนี้เลย
’coz you’re not welcome anymore
เพราะที่นี่ ไม่ต้อนรับเธออีกแล้ว
Weren’t you the one who tried to break me with goodbye?
ก็เธอไม่ใช่เหรอที่พยายามจะทำฉันเจ็บด้วยการตีจาก
Did you think I’d crumble?
เธอคิดเหรอว่าจะทำฉันแตกเป็นเสี่ยง ๆ
Did you think I’d lay down and die?
นั่นเธอคิดเหรอว่า ฉันต้องแดดิ้นสิ้นใจตายลงตรงนี้
Oh no not I, I will survive
ไม่ใช่ฉันแน่ เพราะฉันจะยังอยู่ ไม่ตายหรอกย่ะ
For as long as I know how to love, I know I’ll stay alive
ตราบเท่าที่ฉันรู้จักรักเป็น ฉันจะต้องอยู่ มีชีวิตอยู่ต่อไป
I’ve got all my life to live
ฉันมีชีวิตทั้งชีวิตต้องดูแลต่อไป
And I’ve got all my love to give
ฉันมีรักพร้อมเต็มหัวใจพร้อมมอบให้คนอื่น
I’ll survive
ฉันจะไม่ตายหรอก
I will survive
ฉันต้องอยู่ได้
Hey hey
เฮ เฮ
It took all the strength I had not to fall apart
ฉันรวบรวมกำลังกายกำลังใจทุกส่วน
ป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพังพินาศลงไป
Just trying hard to mend the pieces of my broken heart
ฉันพยายามสุดฤทธิ์ ซ่อมแซมหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยง
And I spent oh so many nights just feeling sorry for myself
ฉันต้องเสียเวลาไปหลายคืน คอยนั่งเสียใจกับตัวเอง
I used to cry, but now I hold my head up high
ฉันเคยร้องไห้ แต่จากนี้ไปไม่อีกแล้ว
And you see me, somebody new
เธอจะได้เห็น ฉันเป็นคนใหม่
I’m not that chained up little person still in love with you
ฉันไม่ใช่คนกระจอก คอยลุ่มหลงรักเธอหัวปักหัวปำ
And so you felt like dropping in and just expect me to be free
จนทำให้เธอไม่เห็นคุณค่า คิดจะมาหาเมื่อไหร่ก็มา
But now I’m savin’ all my lovin’ for someone who’s lovin’ me
แต่ไม่ใช่แล้ว ไม่...อีกต่อไป ฉันจะเก็บรักไว้ให้คนใหม่ที่รักฉัน
ใครแปลไม่รู้ เก็บมาไม่รู้ที่มา
ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน
ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน......
ทุกคนย่อมอยากมีสายตาที่มองเห็นแจ่มชัดไปจนตลอดอายุขัย
แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง
สายตาเริ่มขุ่นมัวไปตามอายุ การดูแลสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพแข็งแรง
และใช้งานได้อย่างปกตินานที่สุด ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ ดังนี้
วัยเด็ก
- สำหรับเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบให้ออกซิเจน
จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินโรคเส้นเลือด
เติบโตผิดปกติที่จอประสาทตา (Retinopathy of prematurity : ROP) ซึ่งหากเกิดขึ้น
ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ไม่เช่นนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนจนถึงตาบอดได้
- เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าหากยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น ต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
- เด็กในวัยเข้าเรียน ที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบ
ตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น สมควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
- ควรพักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5 - 10 นาที ต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมง
เพื่อลดการเพ่งของสายตาจะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาและอาการตาแห้งได้
- ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์
เช่น ไม่ควรวางจอคอมพิวเตอร์ของเราหันหลังให้กับหน้าต่าง
- ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองจอคอมพิวเตอร์
ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย หรืออย่างน้อยไม่ควรอยู่ต่ำกว่าจอแสดงผล
- ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา
หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา อาจทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือผู้ที่มีอายุ
มากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาได้
วัยผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป
- ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้ และภาวะตาบอดจากต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี
- ต้อกระจก พบได้ตั้งแต่อายุ 50 - 60 ปีขึ้นไป รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทำให้การมองเห็นกลับมาใกล้เคียงหรือเหมือนปกติได้
- โรคจุดรับภาพเสื่อม ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ๆ เช่น การฉีดยาชะลอการเกิดใหม่ของเส้นเลือด การตรวจพบโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ดีกว่าเดิมมาก
ข้อควรปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตาให้ดี
- หมั่นตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์ ในเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วง 3 - 5 ปีก่อนเข้าโรงเรียน และรับการตรวจเป็นประจำเมื่อมีปัญหาเรื่องสายตา ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉพาะโรคตา เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้นตามแพทย์นัด
- สวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดด หรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก จอรับภาพเสื่อม
- สวมแว่นป้องกันการกระแทกที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ ผู้เล่นกีฬา
ที่มาข้อมูล vcharkarn.com
ทุกคนย่อมอยากมีสายตาที่มองเห็นแจ่มชัดไปจนตลอดอายุขัย
แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง
สายตาเริ่มขุ่นมัวไปตามอายุ การดูแลสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพแข็งแรง
และใช้งานได้อย่างปกตินานที่สุด ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ ดังนี้
วัยเด็ก
- สำหรับเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบให้ออกซิเจน
จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินโรคเส้นเลือด
เติบโตผิดปกติที่จอประสาทตา (Retinopathy of prematurity : ROP) ซึ่งหากเกิดขึ้น
ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ไม่เช่นนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนจนถึงตาบอดได้
- เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าหากยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น ต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
- เด็กในวัยเข้าเรียน ที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบ
ตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น สมควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
- ควรพักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5 - 10 นาที ต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมง
เพื่อลดการเพ่งของสายตาจะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาและอาการตาแห้งได้
- ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์
เช่น ไม่ควรวางจอคอมพิวเตอร์ของเราหันหลังให้กับหน้าต่าง
- ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองจอคอมพิวเตอร์
ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย หรืออย่างน้อยไม่ควรอยู่ต่ำกว่าจอแสดงผล
- ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา
หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา อาจทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือผู้ที่มีอายุ
มากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาได้
วัยผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป
- ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้ และภาวะตาบอดจากต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี
- ต้อกระจก พบได้ตั้งแต่อายุ 50 - 60 ปีขึ้นไป รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทำให้การมองเห็นกลับมาใกล้เคียงหรือเหมือนปกติได้
- โรคจุดรับภาพเสื่อม ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ๆ เช่น การฉีดยาชะลอการเกิดใหม่ของเส้นเลือด การตรวจพบโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ดีกว่าเดิมมาก
ข้อควรปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตาให้ดี
- หมั่นตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์ ในเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วง 3 - 5 ปีก่อนเข้าโรงเรียน และรับการตรวจเป็นประจำเมื่อมีปัญหาเรื่องสายตา ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉพาะโรคตา เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้นตามแพทย์นัด
- สวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดด หรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก จอรับภาพเสื่อม
- สวมแว่นป้องกันการกระแทกที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ ผู้เล่นกีฬา
ที่มาข้อมูล vcharkarn.com
คุณลักษณะ 7 ประการที่ช่วยให้มนุษย์มีพลังอำนาจ
• นอบน้อม เพราะคนนอบน้อมจะไปทำอะไร ที่ไหน ย่อมไม่เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป
• เมตตากรุณา เพราะคนมีเมตตากรุณา มักจะมี positive aura บนใบหน้าที่ทำให้สามารถเอาชนะใจคนได้โดยง่าย
• จริงใจ เพราะจะส่งผลให้มีบุคลิกซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของผู้อยู่เหนือกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลทั่วไป
• จริงจัง เพราะย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงลงได้
• ใจคอกว้างขวาง เพราะย่อมใช้ให้คนทำงานแทนได้ และสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
• ไม่กินอิ่มเกินไป ไม่แสวงหาความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่แสวงหาหนทางปรับปรุงชีวิต พัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีกำลังวังชา และสติปัญญาสมบูรณ์
• มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ถ้ากล่าวแบบคนสมัยใหม่ ก็คือการมี EQ สูงนั่นเอง
ขงจื๊อ
• เมตตากรุณา เพราะคนมีเมตตากรุณา มักจะมี positive aura บนใบหน้าที่ทำให้สามารถเอาชนะใจคนได้โดยง่าย
• จริงใจ เพราะจะส่งผลให้มีบุคลิกซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของผู้อยู่เหนือกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลทั่วไป
• จริงจัง เพราะย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงลงได้
• ใจคอกว้างขวาง เพราะย่อมใช้ให้คนทำงานแทนได้ และสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
• ไม่กินอิ่มเกินไป ไม่แสวงหาความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่แสวงหาหนทางปรับปรุงชีวิต พัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีกำลังวังชา และสติปัญญาสมบูรณ์
• มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ถ้ากล่าวแบบคนสมัยใหม่ ก็คือการมี EQ สูงนั่นเอง
ขงจื๊อ
เรื่องของโปรตีนและไขมัน
หลายคนท้อแท้ อุตส่าห์ออกกำลังกายทุกวัน แต่ออกมาตั้งนานแล้ว แทนที่จะเพรียวเบาขึ้น กลับตัวหนาขึ้นน้ำหนักเพิ่มอีกต่างหาก อะไรคือเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ???
ในขบวนการขนส่งอาหารไปเป็นพลังงานให้เซลล์นั้น มีฮอร์โมนสองชนิดที่รับหน้าที่อยู่
1)เบต้าเซลล์ของตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อใช้ในการขนส่งอินซูลินเพื่อนำน้ำตาลจากการย่อยคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย หากเซลล์ใช้จนพอแล้ว อินซูลินก็จะขนน้ำตาลส่วนเหลือไปเก็บสำรองในตับและกล้ามเนื้อ หากตับและกล้ามเนื้อบอกว่าพอแล้ว ล้นแล้ว อินซูลินก็จะขนน้ำตาลส่วนเหลือไปเก็บในชั้นไขมันโดยเฉพาะพุง
2)ส่วนอัลฟ่าเซลล์ของตับอ่อนสร้างฮอร์โมนกลูคากอน ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำน้ำตาลที่เก็บสำรองไว้ตามตับและกล้ามเนื้อออกมาสู่กระแสเลือด หากไม่พอเพียงก็ไปสลายโปรตีนและไขมันให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโน และกรดไขมัน
ดังนั้นใครก็ตามที่ออกกำลังกายแล้วจำมาผิดๆว่าร่างกายต้องอาศัยน้ำตาลเป็นพลังงาน ก่อนออกกำลังก็เลยดื่มเครื่องดื่มหวานๆให้สดชื่นแก้เหนื่อย พอออกกำลังกายเสร็จก็หลงคิดไปว่าออกกำลังเผาผลาญไปได้ตั้ง 300 kcalแน่ะ เริ่มหิวมาก(น้ำตาลเริ่มตก)ก็กินข้าว กินก๋วยเตี๋ยวได้เยอะ อิ่มอร่อย !!!! ลองเหลียวหลังไปดูธรรมชาติคุณสมบัติของฮอร์โมนทั้งสองข้างต้นว่ามันจะมีโอกาสได้เผาผลาญไขมันบ้างไหมล่ะ ?? ยังจะแปลกใจอีกไหมว่าทำไมไม่ลดสักที
เราต้องหาอุบายให้อินซูลินหยุดทำงาน หยุดการสะสมไขมัน นักวิชาการจำนวนมากเรียกอินซูลินว่า “ฮอร์โมนสะสมไขมัน Fat Storage Hormone ” แต่เราต้องกระตุ้นให้กลูคากอนทำงานเพื่อให้ทำหน้าที่ตามที่ว่ามา เอาน้ำตาลเก่า ไขมันเก่า โปรตีนเก่าออกมาใช้โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลใหม่ แค่นี้เอง
นักวิชาการจำนวนมากเรียกกลูคากอนว่า “ฮอร์โมนเผาผลาญไขมัน Fat Burning Hormone ”
อุบายที่ว่านั้นก็คือ “ทั้งก่อน ระหว่าง หลัง ออกกำลังกาย งดการกินแป้ง น้ำตาล ทุกชนิด หาเครื่องดื่มที่มีโปรตีนผสมเช่นนมถั่วเหลือง โปรตีนเชค (เพราะอาหารเครื่องดื่มโปรตีนจะกระตุ้นกลูคากอน และเตรียมโปรตีนเป็นวัตถุดิบให้กลูคากอนได้ย่อยสลายเป็นกรดอะมิโน โดยไม่ต้องไปย่อยโปรตีนในกล้ามเนื้อเรา พอเสร็จการออกกำลังกาย ในเมนูอาหารให้งดแป้งทุกชนิด ให้หนักผักผลไม้ เนื้อสัตว์
หากโหยน้ำตาลจริงๆก็กินกล้วยสักผลสองผล
ทำอย่างนี้ก็จะได้ผลประโยชน์สามเด้ง
1)ออกกำลังแล้วกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น มีกรดอะมิโนเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
2)ไขมันถูกเผาผลาญออกไปเป็นพลังงาน โดยไม่มีการสะสมเพิ่มเหมือนที่ผ่านๆมา
3)ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเห่งความสุข(เอ็นดอร์ฟิน)ออกมา ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด(คอร์ติซอล)
ตอนนี้ชัดแล้วนะครับว่าร่างกายจะไม่สร้างกล้ามเนื้อ(โปรตีน)ในเวลาเดียวกันกับการสร้างพุง(ไขมัน)
เหมือนอยู่กันคนละด้านของเหรียญ สร้างโปรตีนก็งดสร้างไขมัน สร้างไขมันก็งดสร้างโปรตีน
แถมเอาไว้อีกนิด ไขมันจะถูกสร้างมากเวลาเครียด นักดูโหงวเฮ้งดูพุงยื่นๆกลมๆปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคนนี้เครียดสะสมมาเยอะ ส่วนคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะนักดูโหงวเฮ้งดูปราดเดียวก็รู้ว่าคนๆนี้พลังทางเพศมีเหลือเฟือ
เลยมีคำเปรียบเปรยแสบๆคันๆว่า
“อ้วน เผละ พุงยื่น = Sex เสื่อม ; เพรียว มีเนื้อ (กล้ามเนื้อ) = Sex แจ๋ว”
ในขบวนการขนส่งอาหารไปเป็นพลังงานให้เซลล์นั้น มีฮอร์โมนสองชนิดที่รับหน้าที่อยู่
1)เบต้าเซลล์ของตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อใช้ในการขนส่งอินซูลินเพื่อนำน้ำตาลจากการย่อยคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย หากเซลล์ใช้จนพอแล้ว อินซูลินก็จะขนน้ำตาลส่วนเหลือไปเก็บสำรองในตับและกล้ามเนื้อ หากตับและกล้ามเนื้อบอกว่าพอแล้ว ล้นแล้ว อินซูลินก็จะขนน้ำตาลส่วนเหลือไปเก็บในชั้นไขมันโดยเฉพาะพุง
2)ส่วนอัลฟ่าเซลล์ของตับอ่อนสร้างฮอร์โมนกลูคากอน ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำน้ำตาลที่เก็บสำรองไว้ตามตับและกล้ามเนื้อออกมาสู่กระแสเลือด หากไม่พอเพียงก็ไปสลายโปรตีนและไขมันให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโน และกรดไขมัน
ดังนั้นใครก็ตามที่ออกกำลังกายแล้วจำมาผิดๆว่าร่างกายต้องอาศัยน้ำตาลเป็นพลังงาน ก่อนออกกำลังก็เลยดื่มเครื่องดื่มหวานๆให้สดชื่นแก้เหนื่อย พอออกกำลังกายเสร็จก็หลงคิดไปว่าออกกำลังเผาผลาญไปได้ตั้ง 300 kcalแน่ะ เริ่มหิวมาก(น้ำตาลเริ่มตก)ก็กินข้าว กินก๋วยเตี๋ยวได้เยอะ อิ่มอร่อย !!!! ลองเหลียวหลังไปดูธรรมชาติคุณสมบัติของฮอร์โมนทั้งสองข้างต้นว่ามันจะมีโอกาสได้เผาผลาญไขมันบ้างไหมล่ะ ?? ยังจะแปลกใจอีกไหมว่าทำไมไม่ลดสักที
เราต้องหาอุบายให้อินซูลินหยุดทำงาน หยุดการสะสมไขมัน นักวิชาการจำนวนมากเรียกอินซูลินว่า “ฮอร์โมนสะสมไขมัน Fat Storage Hormone ” แต่เราต้องกระตุ้นให้กลูคากอนทำงานเพื่อให้ทำหน้าที่ตามที่ว่ามา เอาน้ำตาลเก่า ไขมันเก่า โปรตีนเก่าออกมาใช้โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลใหม่ แค่นี้เอง
นักวิชาการจำนวนมากเรียกกลูคากอนว่า “ฮอร์โมนเผาผลาญไขมัน Fat Burning Hormone ”
อุบายที่ว่านั้นก็คือ “ทั้งก่อน ระหว่าง หลัง ออกกำลังกาย งดการกินแป้ง น้ำตาล ทุกชนิด หาเครื่องดื่มที่มีโปรตีนผสมเช่นนมถั่วเหลือง โปรตีนเชค (เพราะอาหารเครื่องดื่มโปรตีนจะกระตุ้นกลูคากอน และเตรียมโปรตีนเป็นวัตถุดิบให้กลูคากอนได้ย่อยสลายเป็นกรดอะมิโน โดยไม่ต้องไปย่อยโปรตีนในกล้ามเนื้อเรา พอเสร็จการออกกำลังกาย ในเมนูอาหารให้งดแป้งทุกชนิด ให้หนักผักผลไม้ เนื้อสัตว์
หากโหยน้ำตาลจริงๆก็กินกล้วยสักผลสองผล
ทำอย่างนี้ก็จะได้ผลประโยชน์สามเด้ง
1)ออกกำลังแล้วกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น มีกรดอะมิโนเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
2)ไขมันถูกเผาผลาญออกไปเป็นพลังงาน โดยไม่มีการสะสมเพิ่มเหมือนที่ผ่านๆมา
3)ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเห่งความสุข(เอ็นดอร์ฟิน)ออกมา ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด(คอร์ติซอล)
ตอนนี้ชัดแล้วนะครับว่าร่างกายจะไม่สร้างกล้ามเนื้อ(โปรตีน)ในเวลาเดียวกันกับการสร้างพุง(ไขมัน)
เหมือนอยู่กันคนละด้านของเหรียญ สร้างโปรตีนก็งดสร้างไขมัน สร้างไขมันก็งดสร้างโปรตีน
แถมเอาไว้อีกนิด ไขมันจะถูกสร้างมากเวลาเครียด นักดูโหงวเฮ้งดูพุงยื่นๆกลมๆปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคนนี้เครียดสะสมมาเยอะ ส่วนคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะนักดูโหงวเฮ้งดูปราดเดียวก็รู้ว่าคนๆนี้พลังทางเพศมีเหลือเฟือ
เลยมีคำเปรียบเปรยแสบๆคันๆว่า
“อ้วน เผละ พุงยื่น = Sex เสื่อม ; เพรียว มีเนื้อ (กล้ามเนื้อ) = Sex แจ๋ว”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)