» "หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม...รอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ"
» เบื้องหลังเพลง `เพราะอะไร´
พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังเพลง "เพราะอะไร"
เพลงที่ผมชื่นชอบเพลงหนึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ไว้ในหนังสือ "ประโยคย้อนแสง" ว่า...
::::::::::::::::::::
"หรือเป็นเพียงรอยยิ้มรอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ"
ไม่น่าเชื่อ เส้นโค้งเล็ก ๆ ที่มุมปาก ทำให้ทั้งชีวิตเปลี่ยนแปลงได้
ข้างหลังเพลง "เพราะอะไร"...เพลงนี้เกร็ดเยอะ ทั้งที่มาของเพลงและเรื่องราวกว่าจะได้บันทึกเสียง รวมไปถึงน่าจะเป็นเพลงของผมเพลงหนึ่งที่ถูกนำไป บันทึกเสียงไว้หลากหลายเวอร์ชั่นที่สุด
มันเริ่มจากแรงบันดาลใจง่าย ๆ ผมถามลูกชายเมื่อครั้ง เขายังตัวเล็ก ๆ อยู่ เราคุยกันประสาพ่อที่ติดลูก เล่นกับลูก
ผมถามเขาว่ารักพ่อไหม ถามไปแบบไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรเป็นพิเศษหรอก
เขาก็ตอบว่า....รัก
พ่อก็ดันถามต่อว่า....รักเพราะอะไร
เขาก็ตอบไปแบบเด็ก ๆ ว่า...ไม่รู้
จากคำตอบที่ว่าไม่รู้แบบเด็ก ๆ แค่นี้ ผมก็เกิดความคิดว่า...ผมจะแต่งเพลงรักขึ้นเพลงหนึ่ง ความรักมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
มันตอบยากนะว่ารักเพราะอะไร มันมีปัจจัยอะไรไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่างที่ทำให้คนเรารักกัน
บางทีมันอาจจะเป็นแค่รอยยิ้ม ที่ยิ้มให้กันเมื่อแรกพบ หรือการหมั่นไส้กันในครั้งแรกที่เจอ
แต่ในใจผมนี่...ผมรู้ว่าผมจะเขียนอะไรเป็นคำตอบว่า...ทำไมฉันถึงรักเธอ
แล้วผมก็เขียนเพลงนี้ไปแบบยังไม่รู้ว่าจะให้ใครร้อง เขียนจากแรงบันดาลใจแท้ ๆ เหมือนสมัยที่เขียนเพลงชุด อื่น ๆ อีกมากมาย
::::::::::::::::::::
วันหนึ่ง จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง โทร.มาถามว่า ข่าวคราวด้วยความคิดถึงกัน และบอกว่ากำลังจะทำอัลบั้มใหม่อยู่
ผมก็บอกว่า ผมมีอยู่เพลงหนึ่ง...เอาไหม
เขาก็บอกว่า...เอา
ผมก็ว่าถ้าอย่างนั้นมาเจอกันที่ช่องเจ็ด ซึ่งผมกำลังจะไปพอดี แล้วเขาก็มาหาตามนัด
พอเจอกันผมก็ส่งกระดาษเนื้อเพลงให้ เขาก็นั่งดู ๆ อยู่
แต่ด้วยอารามที่ไม่ได้เจอกันนานก็เลยคุยเรื่องอื่นเสียสนุก
แต่ก็เห็นว่าจุ้ยเขาเอาเนื้อเพลงสอดเข้าไปในนิตยสารเล่มหนึ่ง
ที่เขาถือมาด้วย
เราคุยกันไปพักใหญ่ แล้วผมก็ขอตัวไปทำงานต่อในห้องส่ง จุ้ยกลับไปตอนไหนผมไม่ทันสังเกต พอตอนค่ำ ๆ ผมกำลังจะเดินไปขึ้นรถ ก็มีแม่บ้านที่ดูแลกองถ่ายวิ่งมาถามว่า... ผมลืมนิตยสารเล่มนี้ไว้หรือเปล่า
ผมก็จำได้ว่าเป็นเล่มที่จุ้ยถือมา ผมก็รีบเปิดดูข้างในแล้วก็พบว่า...กระดาษที่เขียนเนื้อเพลงยังอยู่ในหนังสือ
ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็กลับบ้าน
ผ่านไปหลายเดือนเหมือนกัน จุ้ยก็ไม่เห็นโทร.มาถามเรื่องเพลง ไม่รู้เขาลืมหรือเปล่า ผมก็อนุมานได้ว่า เขาคงไม่ชอบ แต่เกรงใจเรา ผมก็เก็บเพลงนั้นไว้ไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ลืม ๆ มันไปเสียสนิทด้วยนิสัยส่วนตัวของตัวเอง
::::::::::::::::::::
แล้ววันหนึ่งผมเจอป้างที่จุฬาฯ รู้สึกว่า เขากำลังเดะบอลอยู่ เขาวิ่งมาหาเลย แล้วเขาก็บอกว่า เขาอยากให้ผมแต่งเพลงให้เขาเพลงหนึ่ง เขาอยากได้
ผมก็บอกป้างไปว่าผมก็ชอบฝีมือ ชอบงานของเขาอยู่นะ งั้นก็เอาสิ เดี๋ยวจะเขียนให้
แล้วเวลาก็ผ่านไป ผมลองไปรื้อเพลง `เพราะอะไร´ ที่เขียนไว้มาดูอีกที ผมว่าเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็น่าจะร้องได้
มันไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นบุคลิกของใครโดยเฉพาะ ผมแก้คำอีกนิดหน่อย เพราะบางคำ บางประโยค มันซนแบบเฉลียงไปหน่อย
แล้วก็ส่งไปให้ป้าง จากนั้นป้างก็ทำดนตรีมาให้ฟัง รวมไปถึงเขาได้เสนอความคิดมาว่า ประโยคสุดท้ายน่าจะร้องซ้ำ และเปลี่ยนคำจากคำว่า "ก็เจอแต่สิ่งดีงาม" เป็น "ได้เจอแต่สิ่งที่ดีงาม" อีกที
ซึ่งผมชอบมาก ... แค่เพิ่มประโยคที่เปลี่ยนจากคำว่า "ก็" เป็นคำว่า "ได้" มันเพิ่มกาลเวลาของความรักขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ใครว่าภาษาไทยไม่มี Tense นี่มัน Present Perfect แท้ ๆ มันทำให้รู้สึกว่าคนร้องเพลงนี้กับคนรักของเขารักกันมานานแล้ว ...แล้วจะยังรักกันอยู่ตลอดไป
ป้างร้องเพลงนี้ออกเหงานิด ๆ เสียงเครือ ๆ แต่หนักแน่นของเขา ทำให้เพลงนี้น่าสนใจมากกว่าที่จะร้องแบบหวาน ๆ อย่างเดียว
ถ้าพูดแบบขาร็อกก็ต้องบอกว่า ฟังแล้วมันจริงใจดี
"เพราะอะไร" - ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์
http://www.youtube.com/watch?v=snOtT0unfVo
::::::::::::::::::::
หลังจากนั้นผมก็เจอจุ้ย จุ้ยถามผมว่าเพลงที่ป้างร้องนั้นคือเพลงที่ผมเคยให้เขาใช่หรือเปล่า
ผมก็บอกว่าใช่
ผมนึกในใจ แสดงว่าผมคาดผิดที่คิดว่าเขาไม่ชอบ ไม่อย่างนั้นเขาจะจำเนื้อหามันได้หรือ
ผมก็เลยบอกเขาว่า...มันคงเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เขาไม่ได้ร้องเพลงนี้เป็นคนแรก แล้วก็บอกเขาว่่าเขาจะเอาไปร้องที่ไหนเมื่อไรก็ยินดี
ในที่สุด...ผมก็ได้ฟังจุ้ยร้องเพลงนี้ครั้งแรกในคอนเสิร์ตของเขา
จุ้ยร้องไม่เหงาเท่าป้าง แต่อ้อนกว่า ฟังแล้วดูความรักเป็นของนุ่ม ๆ
น่าทะนุถนอมมาก
"เพราะอะไร" - จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง + ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์
http://www.youtube.com/watch?v=-nUwq_xodvQ
::::::::::::::::::::
เพลงนี้ถูกนำมาร้องอีกครั้งโดย...อัยย์ เพื่อเป็นเพลงประกอบละคร เวอร์ชั่นของอัยย์ย้ำให้เพลงนี้สดใสขึ้นมาก...เป็นความรักที่เบิกบาน
"เพราะอะไร" - อัยย์
http://www.youtube.com/watch?v=Nk7PjhWoGLo
::::::::::::::::::::
และก็อีกครั้งหนึ่งที่ถูกนำมาทำใหม่แบบออร์เคสตราเพื่อประกอบหนัง คราวนี้ป๊อดเป็นคนร้อง เวอร์ชั่นของป๊อดนี่ต้องบอกว่า...ฟังแล้วเหมือนเรากำลังมองเห็นคนรักของเราอยู่เลย
ท่อนที่แผงไวโอลินโหมขึ้นนี่ น้ำตาพานจะไหลเอาได้
"เพราะอะไร" - ป๊อด โมเดิร์นด็อก
http://www.youtube.com/watch?v=GL5KXs1scHc
::::::::::::::::::::
แล้วเพลงนี้ก็เป็นที่รู้จักอีกครั้งเมื่อดีแทคนำเพลงนี้มาเป็นเพลงโฆษณา
คราวนี้เขาตีความเพลงนี้แบบน่ารัก ดนตรีมีจังหวะจะโคนเร็วขึ้น ร้องโดยผู้บริหารคนหนึ่งของดีแทค ชื่อ คุณปืน
"เพราะอะไร" - DTAC
http://www.youtube.com/watch?v=ju9Hfv8sJGA
::::::::::::::::::::
จากนั้นก็มี ใหม่ เจริญปุระ และศรัณย่า นำไปร้อง
ถามว่า ถ้าถูกขอเพลงไปทำแบบอื่นอีกจะยินดีไหม ไม่รู้สิ ...ผมชอบการตีความที่แปลกไปของศิลปินนะ
ถึงปีนี้เพลงนี้มีอายุ ๑๕ ปีแล้ว
"เพราะอะไร" - Piano by Bankiiz
http://www.youtube.com/watch?v=yT_KVICKPwo
"เพราะอะไร" - Piano Solo เพลงแบบประภาส
http://www.youtube.com/watch?v=c_I7OXzlLog
::::::::::::::::::::
เนื้อเพลง "เพราะอะไร"
เธอเคยถามกับฉัน ที่ฉันรักเธอ ว่าอยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น ใคร่ครวญมากมาย ไม่เจอ...คำตอบ
ที่ผ่านมานั้นไม่คิดอยากรู้ที่มา และไม่เคยหาเหตุผลใดๆ
แค่ตัวฉันเพียงรู้ ว่าเป็นสุขใจเมื่ออยู่เคียงกัน
อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม
อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม
ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอแต่สิ่งดีงาม
ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ได้เจอแต่สิ่งดีงาม
...........................................................................
Credit : หนังสือ "ประโยคย้อนแสง" | ประภาส ชลศรานนท์
Leisure,Event,Travel,Food,accommodation,Hotels,Resorts,guesthouse,Homestay, life style,Sport,Adventure, Entertainment,culture and art ท่องเที่ยว ถ่ายภาพ, เที่ยวเมืองไทย, เรื่องท่องเที่ยว ทะเล เกาะ ภูเขา น้ำตก, ข้อมูลท่องเที่ยว ,โรงแรม ,รีสอร์ท , สนามกอล์ฟ, ที่พัก, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยว, แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ กิจกรรมต่าง ๆ ในการท่องเที่ยว [บันทึกท่องเที่ยว อาหาร และ การเดินทางของ เอ้ Sorawich]
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด
สินเชื่อหรือเครดิตมีหลายหลายรูปแบบในประเทศไทย
นอกเหนือจากบัตรเครดิตที่ช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่น
และคล่องตัวในการใช้เงินสูงสุดแล้วก็ยังมีบัตรเครดิตอีกหลายประเภท อาทิ
บัตรเพื่อการกู้ยืมสำหรับนักเรียนการกู้เพื่อวันพักผ่อน
การกู้เพื่อซื้อบ้านหรือการจำนองแม้ว่าบัตรเครดิตเหล่านี้จะมีเงื่อนไขที่
แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะพิเศษร่วมกันบางประการ เช่น
ช่วยให้เราคงรูปแบบการใช้ชีวิตตามความปรารถนาได้
โดยไม่ต้องจ่ายเงินครั้งละมากๆ
ดังนั้นการใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้ผู้ใช้บัตรได้รับประโยชน์
ความปลอดภัย และความสะดวก
ในทางกลับกัน การใช้บัตรเครดิตอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณตกอยู่ในความเดือดร้อน
มี หลายกรณีที่ผลของการใช้บัตรเครดิตกลายเป็นภาระหนักทางการเงินของคุณ แทนที่จะช่วยส่งเสริมการเงินส่วนตัวของคุณ แนวทางต่อไปนี้เป็นวิธี การใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด และการล่วงรู้สัญญาณอันตรายจากการใช้เครดิตอย่างไม่เหมาะสม
ผู้ บริโภคที่เฉลียวฉลาดจะใช้เครดิตเพื่อส่งเสริมการใช้เงิน มากกว่าการทำให้กลายเป็นภาระทางการเงินลองพิจารณาแนวทางอันชาญฉลาดในการใช้ บัตรเครดิตดังนี้
- จัดทำงบค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ คอลัมน์แรกเขียนรายการค่าใช้จ่ายและคอลัมน์ที่สอง เขียนรายได้หลังหักภาษี เมื่อคุณนำค่าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกับรายได้ คุณจะเห็นทันทีว่าคุณเป็นหนี้เท่าไร และคุณสามารถรับภาระได้หรือไม่ ขั้นตอนนั้นนับว่ามีความสำคัญมาก
- วิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างกรอบ ให้ตัวเอง คือการยืมเงินหรือใช้จ่ายเงินล่วงหน้าภายในวงเงินที่คุณสามารถใช้คืนได้ พิจารณาว่าคุณสามารถใช้เงินในจำนวนเท่าไร แล้วค่อยใช้เครดิตตามจำนวนนั้นแทนการนั่งคำนวณว่าคุณจะได้รับเครดิตเท่าไร
- กฎทั่วไป คือ คุณควรจะจำกัดยอดการกู้ยืมเงินไว้ที่ 20% ของรายได้หลังหักภาษี
- ควรจำกัดตัวเองด้วยการใช้บัตรเพียงใบเดียว เช่น บัตรเครดิตของห้างสรรพสินค้าที่คุณชอบ หรือบัตรสถานีบริการน้ำมัน
- ควรแน่ใจว่า ในการชำระเงินที่กู้ยืมมานั้น คุณไม่ต้องจ่ายค่าปรับ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการชำระเงินเวลาใดก็ได้
- อย่า คิดเอาเองว่าคุณได้รับอนุญาตให้กู้ยืม ดังนั้นคุณจึงพร้อมแล้วที่จะใช้เครดิตให้มากกว่ายิ่งขึ้น หากคุณมีเป้าหมายที่จะควบคุมการเงินของคุณ ควรแน่ใจว่าการเงินของคุณมีเสถียรภาพเพียงพอก่อนการยอมรับเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติม
- ควรอ่านรายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพราะมีข้อแตกต่างมากมายระหว่างผู้ออกเครดิต และเงื่อนไขการจ่ายคืน
- ปรึกษา คู่สมรสหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบในภาระหนี้สิน ควรหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น การทำเช่นนี้จะช่วยไม่ให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น หรือการใช้เงิน อย่างไม่สมเหตุผล อีกทั้งช่วยสร้างความมั่นใจว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกคน เต็มใจทำตามข้อตกลง
- ควรคิดเสมอว่าการเซ็นชื่อร่วมกันถือเป็นสัญญา ถ้าผู้ทำสัญญาไม่อาจชำระหนี้ได้ คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นก่อนเซ็นชื่อควรแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง และพิจารณาว่าคุณ สามารถจัดการกับหนี้สินต่างๆ ได้หากคุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
- หากคุณเป็นนักชอปปิ้งด้วยที่ไม่อาจ ห้ามใจตัวเองได้ และมักทำผิดเงื่อนไขการกู้ยืมเป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน คุณยังไม่ควรใช้บัตรเครดิตจนกว่าคุณจะสามารถใช้เงินภายในวงเงินที่มีอยู่ได
้
- ให้ บัตรเครดิตเป็นเพื่อนร่วมทางที่คุณวางใจได้ ไม่มีใครต้องการเผชิญกับภาวะเงินขาดมือในขณะอยู่ต่างประเทศแต่ถ้าคุณมีบัตร เครดิตที่ใช้ได้ทั่วโลกสักใบ ฝันร้ายนี้ย่อมจะไม่เกิดขึ้น
หากละเลย การชำระหนี้หรือแย่กว่านั้น คือ คุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลายเป็นบุคคลล้มละลาย โดยถือว่าเป็น "ทางออก" ในการแก้ปัญหาภาระหนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการทำลายเครดิตของคุณอย่างมหันต์ เนื่องจากจะมีผลต่อ การกู้ยืมหรือขอบัตรเครดิตในอนาคต ทางออกก็คือคุณต้องสู้ความจริง โดยการอธิบายกับสถานบันการเงินของ คุณว่า ต้องการความช่วยเหลือในด้านการจัดตารางการชำระหนี้ใหม่ ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่จะช่วยคุณคิดหาเงื่อนไขที่คุณสามารถทำได้
ที่มา; หนังสือการเงินสำหรับครอบครัว 2540
ในทางกลับกัน การใช้บัตรเครดิตอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณตกอยู่ในความเดือดร้อน
มี หลายกรณีที่ผลของการใช้บัตรเครดิตกลายเป็นภาระหนักทางการเงินของคุณ แทนที่จะช่วยส่งเสริมการเงินส่วนตัวของคุณ แนวทางต่อไปนี้เป็นวิธี การใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด และการล่วงรู้สัญญาณอันตรายจากการใช้เครดิตอย่างไม่เหมาะสม
ผู้ บริโภคที่เฉลียวฉลาดจะใช้เครดิตเพื่อส่งเสริมการใช้เงิน มากกว่าการทำให้กลายเป็นภาระทางการเงินลองพิจารณาแนวทางอันชาญฉลาดในการใช้ บัตรเครดิตดังนี้
- จัดทำงบค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ คอลัมน์แรกเขียนรายการค่าใช้จ่ายและคอลัมน์ที่สอง เขียนรายได้หลังหักภาษี เมื่อคุณนำค่าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกับรายได้ คุณจะเห็นทันทีว่าคุณเป็นหนี้เท่าไร และคุณสามารถรับภาระได้หรือไม่ ขั้นตอนนั้นนับว่ามีความสำคัญมาก
- วิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างกรอบ ให้ตัวเอง คือการยืมเงินหรือใช้จ่ายเงินล่วงหน้าภายในวงเงินที่คุณสามารถใช้คืนได้ พิจารณาว่าคุณสามารถใช้เงินในจำนวนเท่าไร แล้วค่อยใช้เครดิตตามจำนวนนั้นแทนการนั่งคำนวณว่าคุณจะได้รับเครดิตเท่าไร
- กฎทั่วไป คือ คุณควรจะจำกัดยอดการกู้ยืมเงินไว้ที่ 20% ของรายได้หลังหักภาษี
- ควรจำกัดตัวเองด้วยการใช้บัตรเพียงใบเดียว เช่น บัตรเครดิตของห้างสรรพสินค้าที่คุณชอบ หรือบัตรสถานีบริการน้ำมัน
- ควรแน่ใจว่า ในการชำระเงินที่กู้ยืมมานั้น คุณไม่ต้องจ่ายค่าปรับ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นในการชำระเงินเวลาใดก็ได้
- อย่า คิดเอาเองว่าคุณได้รับอนุญาตให้กู้ยืม ดังนั้นคุณจึงพร้อมแล้วที่จะใช้เครดิตให้มากกว่ายิ่งขึ้น หากคุณมีเป้าหมายที่จะควบคุมการเงินของคุณ ควรแน่ใจว่าการเงินของคุณมีเสถียรภาพเพียงพอก่อนการยอมรับเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติม
- ควรอ่านรายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพราะมีข้อแตกต่างมากมายระหว่างผู้ออกเครดิต และเงื่อนไขการจ่ายคืน
- ปรึกษา คู่สมรสหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบในภาระหนี้สิน ควรหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น การทำเช่นนี้จะช่วยไม่ให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น หรือการใช้เงิน อย่างไม่สมเหตุผล อีกทั้งช่วยสร้างความมั่นใจว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกคน เต็มใจทำตามข้อตกลง
- ควรคิดเสมอว่าการเซ็นชื่อร่วมกันถือเป็นสัญญา ถ้าผู้ทำสัญญาไม่อาจชำระหนี้ได้ คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นก่อนเซ็นชื่อควรแน่ใจว่าอีกฝ่ายมีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง และพิจารณาว่าคุณ สามารถจัดการกับหนี้สินต่างๆ ได้หากคุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
- หากคุณเป็นนักชอปปิ้งด้วยที่ไม่อาจ ห้ามใจตัวเองได้ และมักทำผิดเงื่อนไขการกู้ยืมเป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน คุณยังไม่ควรใช้บัตรเครดิตจนกว่าคุณจะสามารถใช้เงินภายในวงเงินที่มีอยู่ได
้
- ให้ บัตรเครดิตเป็นเพื่อนร่วมทางที่คุณวางใจได้ ไม่มีใครต้องการเผชิญกับภาวะเงินขาดมือในขณะอยู่ต่างประเทศแต่ถ้าคุณมีบัตร เครดิตที่ใช้ได้ทั่วโลกสักใบ ฝันร้ายนี้ย่อมจะไม่เกิดขึ้น
หากละเลย การชำระหนี้หรือแย่กว่านั้น คือ คุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลายเป็นบุคคลล้มละลาย โดยถือว่าเป็น "ทางออก" ในการแก้ปัญหาภาระหนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการทำลายเครดิตของคุณอย่างมหันต์ เนื่องจากจะมีผลต่อ การกู้ยืมหรือขอบัตรเครดิตในอนาคต ทางออกก็คือคุณต้องสู้ความจริง โดยการอธิบายกับสถานบันการเงินของ คุณว่า ต้องการความช่วยเหลือในด้านการจัดตารางการชำระหนี้ใหม่ ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่จะช่วยคุณคิดหาเงื่อนไขที่คุณสามารถทำได้
ที่มา; หนังสือการเงินสำหรับครอบครัว 2540
ซิงค์ (สังกะสี) แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงค์ (สังกะสี) แร่ธาตุทีสำคัญต่อการทำงานของเอ็นไซม์ต่าง ๆ ในร่างกาย และหน้าที่สำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย
ซิงค์ (สังกะสี) แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ไม่สามารถขาด ได้ พบมากในผม เล็บ อัณฑะ กระดูก กล้ามเนื้อและ ตับ เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด เพื่อช่วยให้ร่างกายทำหน้าที่ได้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน การสมานแผล และประโยชน์อื่น ๆ ต่อร่างกายอีกมากมาย
แหล่งอาหารที่สำคัญของสังกะสี: หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ไข่แดง ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ
นานาประโยชน์จากซิงค์ (แร่ธาตุสังกะสี)
1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าแร่ธาตุสังกะสีช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ที-เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
2. บรรเทาอาการหวัด
จาก การศึกษาพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาอมที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสม สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบ เทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับ
3. รักษาสิว
แร่ธาตุ สังกะสีมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนมากกว่า 200 ชนิดในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล รวมถึงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว ซึ่งแร่ธาตุสังกะสีจะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการรักษาสมดุลของการผลิต ฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของสังกะสีจึง สามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
4. ผู้ที่ต้องการมีบุตร
แร่ ธาตุสังกะสีจำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมสเทสโทสเตอโรน ซึ่งจะไปมีผลต่อการเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์ม ดังนั้นสังกะสีจึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากโต เมื่อได้รับแร่ธาตุสังกะสีจะพบว่ามีขนาดของต่อมลูกหมากลดลง
5. การสมานแผล
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในการทำหน้าที่สมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร จากการทดลองพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหารเมื่อได้ รับแร่ธาตุสังกะสีเสริมแผลจะหายเร็วกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซิงค์(สังกะสี)
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซิงค์คือ
ต้องเป็นแร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ไม่เหลือปริมาณตกค้างจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงต้องยังคงรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งรูปแบบที่ดีคือ รูปแบบที่เรียกว่า “ซิงค์ อะมิโน แอซิด คีเลต (Zinc Amino Acid Chelate)”
อะมิโน แอซิด คีเลต (Amino Acid Chelate) คือ รูปแบบของการจับกันระหว่างโลหะ (แร่ธาตุ) กับกรดอะมิโน เพื่อทำหน้าที่ในการนำโลหะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผลดีที่ได้รับจากการที่มีแร่ธาตุอยู่ในรูปแบบนี้คือ ทำให้มีการดูดซึมอย่างรวดเร็วพร้อมกับได้รับปริมาณแร่ธาตุที่ครบถ้วนและไม่ เหลือการตกค้างของโลหะดังกล่าว
อาการบ่งบอกเมื่อขาดซิงค์(แร่ธาตุสังกะสี)
> เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
> บาดแผลหายช้า
> สูญเสียการรับรู้กลิ่นและรส
> ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว
> เล็บเป็นจุดขาว
Reference:
1. Anderson I. Zinc as an aid to healing. Nurs Times 1995;
91:68, 70.
2. Beck FW, Prasad AS, Kaplan J, Fitzgerald JT, Brewer GJ.
Changes in cytokine production and T cell subpopulations
in experimentally induced zinc-deficient humans. Am J
Physiol 1997; 272:E1002-7.
3. Brooks WA, Santosham M, Naheed A, Goswami D, Wahed
MA, Diener-West M, et al. Effect of weekly zinc
supplements on incidence of pneumonia and diarrhoea in
children younger than 2 years in an urban, low-income
population in Bangladesh: randomised controlled trial.
Lancet 2005;366:999-1004
4. Hillstrom L et al. Comparison of oral treatment with zinc
sulfate and placebo in acne vulgaris. Br J Dermatol 1977;
97:679-84.
5. Lansdown AB, Mirastschijski U, Stubbs N, Scanlon E, Agren
MS. Zinc in wound healing: theoretical, experimental, and
clinical aspects. Wound Repair Regen 2007; 15:2-16.
6. Netter A, Hartoma R, Nahoul K. Effect of zinc administration
on plasma testerone, dihydrotesterone and sperm count.
Arch Androl 1981; 7:69-73.
7. Prasad AS, Beck FW, Bao B, Snell D, Fitzgerald JT. Duration
and severity of symptoms and levels of plasma
interleukin-1 receptor antagonist, soluble tumor necrosis
factor receptor, and adhesion molecules in patients with
common cold treated with zinc acetate. J Infect Dis 2008;
197:795-802.
https://www.facebook.com/note.php?note_id=395198677621
ซิงค์ (สังกะสี) แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ไม่สามารถขาด ได้ พบมากในผม เล็บ อัณฑะ กระดูก กล้ามเนื้อและ ตับ เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด เพื่อช่วยให้ร่างกายทำหน้าที่ได้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน การสมานแผล และประโยชน์อื่น ๆ ต่อร่างกายอีกมากมาย
แหล่งอาหารที่สำคัญของสังกะสี: หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ไข่แดง ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ
นานาประโยชน์จากซิงค์ (แร่ธาตุสังกะสี)
1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าแร่ธาตุสังกะสีช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ที-เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
2. บรรเทาอาการหวัด
จาก การศึกษาพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาอมที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสม สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบ เทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับ
3. รักษาสิว
แร่ธาตุ สังกะสีมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนมากกว่า 200 ชนิดในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล รวมถึงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว ซึ่งแร่ธาตุสังกะสีจะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการรักษาสมดุลของการผลิต ฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของสังกะสีจึง สามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
4. ผู้ที่ต้องการมีบุตร
แร่ ธาตุสังกะสีจำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมสเทสโทสเตอโรน ซึ่งจะไปมีผลต่อการเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์ม ดังนั้นสังกะสีจึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากโต เมื่อได้รับแร่ธาตุสังกะสีจะพบว่ามีขนาดของต่อมลูกหมากลดลง
5. การสมานแผล
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในการทำหน้าที่สมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร จากการทดลองพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหารเมื่อได้ รับแร่ธาตุสังกะสีเสริมแผลจะหายเร็วกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซิงค์(สังกะสี)
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซิงค์คือ
ต้องเป็นแร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ไม่เหลือปริมาณตกค้างจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงต้องยังคงรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งรูปแบบที่ดีคือ รูปแบบที่เรียกว่า “ซิงค์ อะมิโน แอซิด คีเลต (Zinc Amino Acid Chelate)”
อะมิโน แอซิด คีเลต (Amino Acid Chelate) คือ รูปแบบของการจับกันระหว่างโลหะ (แร่ธาตุ) กับกรดอะมิโน เพื่อทำหน้าที่ในการนำโลหะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผลดีที่ได้รับจากการที่มีแร่ธาตุอยู่ในรูปแบบนี้คือ ทำให้มีการดูดซึมอย่างรวดเร็วพร้อมกับได้รับปริมาณแร่ธาตุที่ครบถ้วนและไม่ เหลือการตกค้างของโลหะดังกล่าว
อาการบ่งบอกเมื่อขาดซิงค์(แร่ธาตุสังกะสี)
> เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
> บาดแผลหายช้า
> สูญเสียการรับรู้กลิ่นและรส
> ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว
> เล็บเป็นจุดขาว
Reference:
1. Anderson I. Zinc as an aid to healing. Nurs Times 1995;
91:68, 70.
2. Beck FW, Prasad AS, Kaplan J, Fitzgerald JT, Brewer GJ.
Changes in cytokine production and T cell subpopulations
in experimentally induced zinc-deficient humans. Am J
Physiol 1997; 272:E1002-7.
3. Brooks WA, Santosham M, Naheed A, Goswami D, Wahed
MA, Diener-West M, et al. Effect of weekly zinc
supplements on incidence of pneumonia and diarrhoea in
children younger than 2 years in an urban, low-income
population in Bangladesh: randomised controlled trial.
Lancet 2005;366:999-1004
4. Hillstrom L et al. Comparison of oral treatment with zinc
sulfate and placebo in acne vulgaris. Br J Dermatol 1977;
97:679-84.
5. Lansdown AB, Mirastschijski U, Stubbs N, Scanlon E, Agren
MS. Zinc in wound healing: theoretical, experimental, and
clinical aspects. Wound Repair Regen 2007; 15:2-16.
6. Netter A, Hartoma R, Nahoul K. Effect of zinc administration
on plasma testerone, dihydrotesterone and sperm count.
Arch Androl 1981; 7:69-73.
7. Prasad AS, Beck FW, Bao B, Snell D, Fitzgerald JT. Duration
and severity of symptoms and levels of plasma
interleukin-1 receptor antagonist, soluble tumor necrosis
factor receptor, and adhesion molecules in patients with
common cold treated with zinc acetate. J Infect Dis 2008;
197:795-802.
https://www.facebook.com/note.php?note_id=395198677621
ระวัง!อาหารเสริม “แอล-คาร์นิทีน” เร่งเส้นเลือดอุดตัน
กำลังคิดจะหามากินอยู่พอดี อ่านเจอเลยเว้นไว้ก่อน
หนึ่งคืออาจมีปัญหาอย่างในบทความ
สองคือ มันเปลืองเงิน ไม่ใช่ถูก ๆ ใช้วิธีธรรมชาตินี่แหละ
--------------------------------------------------------------
ระวัง!อาหารเสริม “แอล-คาร์นิทีน” เร่งเส้นเลือดอุดตัน
ระวัง! กินอาหารเสริม “แอล-คาร์นิทีน” เร่งเส้นเลือดอุดตัน พบกินร่วมเนื้อสัตว์จุลินทรีย์ในลำไส้จะเปลี่ยนให้กลายเป็นสารพิษ หลายประเทศเร่งพิจารณาการใช้เป็นอาหารเสริม
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ แต่พบว่าวิตามิน อาหารเสริมหลายชนิดไม่มีการยืนยันประสิทธิผลตรงตามการโฆษณา อย่างสารประกอบแอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) ที่มีการอนุญาตให้เป็นอาหารเสริมและโฆษณาว่าทำให้หุ่นกระชับ ผอม เพิ่มการเผาผลาญ โดยตามธรรมชาติจะอยู่ในเนื้อสัตว์ เนื้อแดง ถั่ว เป็นต้น แต่จากรายงานการค้นพบใหม่ของวารสารทางการแพทย์ชั้นนำ เนเจอร์ ของสหรัฐอเมริกา พบว่า สารแอล-คาร์นิทีน และโคลีน จะเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันได้
“หากรับประทานเนื้อสัตว์ แล้วทานแอล-คาร์นิทีน เสริมเข้าไป จะเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อเส้นเลือดสมอง และหัวใจ แต่หากกินมังสวิรัส หรือไม่กินเนื้อสัตว์ พบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้จะไม่เปลี่ยนแอล-คาร์นิทีนเป็นสารพิษ เนื่องจากจุลินทรีย์ในกลุ่มคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์จะเป็นคนละชนิดกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การได้รับแอล-คาร์นิทีน ในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการเส้นเลือดหัวใจ สมอง ตีบตันอยู่แล้ว อาจช่วยให้อาการเจ็บแน่นหน้าอกจากเส้นเลือดหัวใจตีบให้มีอาการน้อยลงบ้าง” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า รายงานทางการแพทย์ดังกล่าวถือเป็นการค้นพบใหม่ ซึ่งทำให้หลายประเทศกำลังมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเนื่องจากมีการอนุญาตสารแอล-คาร์นิทีน เป็นอาหารเสริมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยในการบริโภคอาหารประจำวันจะได้ แอล-คาร์นิทีน ในขนาด 20-200 มก.แต่ในคนที่กินมังสวิรัติจะเหลือเพียง 1 มก.ต่อวัน แต่ในอาหารเสริม 1 เม็ด อาจมีปริมาณมากกว่า 500 มก. ทำให้ร่างกายได้รับมากเกินไป ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นจำนวนมาก บางชนิดก็ไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนว่าสามารถช่วยให้เกิดผลได้ตามที่โฆษณา การควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม จึงควรมีกำกับ ไม่ให้เกิดการโฆษณาเกินจริงมากจนเกินไป
Cradit : ASTVผู้จัดการออนไลน์
หนึ่งคืออาจมีปัญหาอย่างในบทความ
สองคือ มันเปลืองเงิน ไม่ใช่ถูก ๆ ใช้วิธีธรรมชาตินี่แหละ
--------------------------------------------------------------
ระวัง!อาหารเสริม “แอล-คาร์นิทีน” เร่งเส้นเลือดอุดตัน
ระวัง! กินอาหารเสริม “แอล-คาร์นิทีน” เร่งเส้นเลือดอุดตัน พบกินร่วมเนื้อสัตว์จุลินทรีย์ในลำไส้จะเปลี่ยนให้กลายเป็นสารพิษ หลายประเทศเร่งพิจารณาการใช้เป็นอาหารเสริม
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ แต่พบว่าวิตามิน อาหารเสริมหลายชนิดไม่มีการยืนยันประสิทธิผลตรงตามการโฆษณา อย่างสารประกอบแอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) ที่มีการอนุญาตให้เป็นอาหารเสริมและโฆษณาว่าทำให้หุ่นกระชับ ผอม เพิ่มการเผาผลาญ โดยตามธรรมชาติจะอยู่ในเนื้อสัตว์ เนื้อแดง ถั่ว เป็นต้น แต่จากรายงานการค้นพบใหม่ของวารสารทางการแพทย์ชั้นนำ เนเจอร์ ของสหรัฐอเมริกา พบว่า สารแอล-คาร์นิทีน และโคลีน จะเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันได้
“หากรับประทานเนื้อสัตว์ แล้วทานแอล-คาร์นิทีน เสริมเข้าไป จะเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อเส้นเลือดสมอง และหัวใจ แต่หากกินมังสวิรัส หรือไม่กินเนื้อสัตว์ พบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้จะไม่เปลี่ยนแอล-คาร์นิทีนเป็นสารพิษ เนื่องจากจุลินทรีย์ในกลุ่มคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์จะเป็นคนละชนิดกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การได้รับแอล-คาร์นิทีน ในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการเส้นเลือดหัวใจ สมอง ตีบตันอยู่แล้ว อาจช่วยให้อาการเจ็บแน่นหน้าอกจากเส้นเลือดหัวใจตีบให้มีอาการน้อยลงบ้าง” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า รายงานทางการแพทย์ดังกล่าวถือเป็นการค้นพบใหม่ ซึ่งทำให้หลายประเทศกำลังมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเนื่องจากมีการอนุญาตสารแอล-คาร์นิทีน เป็นอาหารเสริมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยในการบริโภคอาหารประจำวันจะได้ แอล-คาร์นิทีน ในขนาด 20-200 มก.แต่ในคนที่กินมังสวิรัติจะเหลือเพียง 1 มก.ต่อวัน แต่ในอาหารเสริม 1 เม็ด อาจมีปริมาณมากกว่า 500 มก. ทำให้ร่างกายได้รับมากเกินไป ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นจำนวนมาก บางชนิดก็ไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนว่าสามารถช่วยให้เกิดผลได้ตามที่โฆษณา การควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม จึงควรมีกำกับ ไม่ให้เกิดการโฆษณาเกินจริงมากจนเกินไป
Cradit : ASTVผู้จัดการออนไลน์
พลังคำพูดด้านบวก
พลังคำพูดด้านบวก
คนเราทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่เป็นประภัสสรหรือดีงาม
แต่ความรู้สึกด้านลบต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ
การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
เรามักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าในแต่ละขณะ แม้เราจะไม่ได้กำลังพูดออกมาดังๆ
แต่เราพูดกับตัวเองอยู่ในใจเสมอๆ เกือบตลอดเวลา
การสนทนากับตัวเองในสมองของเราจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
เหมือนกับเทปที่เปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
และบ่อยครั้งที่การสนทนาในสมองของเรานั้นเป็นไปในทางลบ
ซึ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่เราไม่ทราบว่าการสนทนานั้นส่งผลลบอย่างไร
ไปสู่ร่างกาย จิตใจ และการกระทำต่างๆ ของคนเราบ้าง
เราควรระลึกอยู่เสมอว่าจิตใต้สำนึก ทำหน้าที่รับข้อมูล
ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคนเรา
โดยที่ไม่สามารถแยกแยะ ได้ว่าข้อมูลนั้นดีหรือไม่ดี,
เที่ยงตรงหรือไม่เที่ยงตรง, สร้างสรรค์หรือทำลายอย่างไร
และข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของคนเรา
เมื่อเราทราบเช่นนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้โดย
การเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของเราเองด้วยคำพูดของตัวเราเอง
แนวคิดต่อไปนี้จะช่วยให้การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง
(Auto - suggestion) ได้ผลดียิ่งขึ้น
- เราจะต้องเชื่อมั่นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้
และเราสามารถสร้างความสำเร็จ, สุขภาพที่ดี, ความสุข
และความสงบของจิตใจได้จากการเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของตัวเราเอง
- เราจะฝึกนิสัยฟังคำสนทนาในสมองของตัวเราเองให้มากขึ้น
- เมื่อเราได้ยินคำสนทนาด้านลบในสมองของเรา เช่น สอบตกแน่ๆ
ไม่มีทักษะทางกีฬา, ความจำแย่, ฯลฯ
เราจะรีบขจัดคำสนทนาเหล่านี้ด้วยคำพูดในใจว่า "เลิกคิด"
- เราจะแทนที่คำสนทนาด้านลบด้วยคำสนทนาด้านบวก เช่น
ลบ : ผมทำไม่ได้แน่นอน
บวก : ผมจะต้องทำให้ได้
ลบ : ผมไม่มีความสามารถในเรื่องนี้เลย
บวก : ผมฝึกบ่อยๆ ผมจะต้องทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ลบ : ความจำผมแย่มาก
บวก : ผมจะฝึกความจำทุกวัน และความจำผมจะต้องดีขึ้นแน่นอน
ลบ : ทักษะทางภาษาของผมไม่มีเลย
บวก : ทุกคนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้
ลบ : ทำไมผมจึงจะต้องเปลี่ยนวิธีใหม่
บวก : ผมจะเริ่มทดลองทำในวันพรุ่งนี้เลย
- ช่วงเวลาที่จิตใต้สำนึกรับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีที่สุด
คือ ช่วงเวลาที่เรามีคลื่นสมองต่ำมีความถี่ระหว่าง 9 - 13 รอบต่อวินาที
หรือที่เรียกว่า สภาวะอัลฟา
- เพื่อที่จิตใต้สำนึกจะบันทึกข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น
ควรเลือกประโยคคำพูดด้านบวกเพียงประโยคเดียวแล้วพูดซ้ำๆ 5 - 10 รอบ
ในการพูดด้านบวกกับตัวเองแต่ละครั้ง วันหนึ่งควรทำ 2 ครั้ง
ในสภาวะที่คลื่นสมองต่ำๆ อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนหรือเพิ่งตื่นนอน
ระยะแรกๆ เราอาจจะไม่เห็นผลดีชัดเจน
แต่ถ้าเราทำต่อเนื่องกันไปอย่างสม่ำเสมอประมาณ 21 วัน
ผลดีต่างๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
เช่น มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น, รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น,
มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรอบข้างมากขึ้น, เรียนหนังสือดีขึ้น ฯลฯ
หลัง 21 วันแล้ว อาจจะพูดกับตัวเองด้วยประโยคเดิม
หรือ เลือกประโยคใหม่ที่จะใช้พูดกับตัวเอง
ตัวอย่างประโยคคำพูดด้านบวกกับตัวเองต่างๆ สำหรับเด็กๆ
.... เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.... เป็นคนที่น่ารัก
.... เป็นคนที่ฉลาด
.... เป็นคนที่สมองดี
.... เป็นคนที่เรียนเก่ง
.... เป็นคนที่แข็งแรง
.... เป็นคนที่รูปร่างดี
.... เป็นคนที่เล่นกีฬาเก่ง
.... เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
.... เป็นคนที่เพื่อนๆ รัก
ตัวอย่างคำพูดด้านบวกต่างๆ สำหรับผู้ใหญ่
"ยิ่งฉันมีอายุมากขึ้น ฉันยิ่งแข็งแรงขึ้น มีเสน่ห์มากขึ้น เก่งขึ้นในทุกๆ ด้าน"
.... เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.... เป็นคนที่มีความสามารถ
.... เป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารัก
.... เป็นคนที่ชอบทำให้ตัวเอง และผู้อื่นมีความสุข
.... เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง
.... เป็นคนที่แข็งแรง
.... เป็นคนที่อารมณ์ดี ใจเย็น
.... เป็นคนที่กล้าหาญและเข้มแข็ง
.... เป็นคนที่มีความรัก ให้กับตัวเอง และผู้อื่น
หลายๆ คนจะรู้สึกอึดอัด ขัดใจ รู้สึกว่ากำลังหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง
เมื่อจะต้องพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
หลายคนคิดว่าจะพูดสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้กับตัวเองได้อย่างไร
ในเมื่อเรื่องที่จะพูดไม่ได้เป็นความจริง
เช่น ตัวเราเองคิดว่าตัวเราเป็นคนโง่ จะให้พูดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดได้อย่างไร?
ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว
เราคงต้องยอมรับคำสอนเกี่ยวกับความดีงามที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของมนุษย์ว่า
"จิตเดิมแท้ของคนเรานั้นเป็นประภัสสรหรือดีงาม"
ซึ่งก็หมายความว่าคนเราไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึก
ส่วนข้อมูลด้านลบต่างๆ นั้น เราเพิ่งได้รับการบันทึกขึ้นมาในภายหลัง
(ไม่เก่ง โง่ เลว แย่ น่าเกลียด)
และจากการบันทึกข้อมูลด้านลบครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ในวัยเด็กจนโต
ทำให้เราเริ่มเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเองจริงๆ
เราลองมาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้กันดูดีกว่า
ลองถามกลุ่มผู้ใหญ่ ด้วยคำถามด้านบวกต่างๆ
เช่น ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ยอดเยี่ยมบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารักบ้างครับ?
คำตอบที่ได้ก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่มีใครยกมือตอบว่าใช่
ในทางกลับกันถ้าถามเด็กๆ ที่เพิ่งรู้ความด้วยคำถามทำนองเดียวกัน
จะชูมือสลอนและแทบทุกคนจะตอบว่าใช่
เราเริ่มเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า การพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
ไม่ได้เป็นการหลอกตัวเองหรือโกหกตัวเองเลยแม้แต่น้อย
แต่เป็นการพูดความจริงที่เราอาจจะรู้สึกอึดอัดใจ
ในระยะแรกๆ เนื่องจากข้อมูลในจิตใต้สำนึกต่างๆ
ที่เราได้รับมาแต่เล็กแต่น้อยนั้น ส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ
(ยิ่งเรามีข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกมากเท่าใด
เราก็จะรู้สึกอึดอัดที่จะพูดดีๆ กับตัวเองมากเท่านั้น
บางคนมีข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับตนเองในจิตใต้สำนึกมาก
จนไม่สามารถพูดดีๆ กับตัวเองได้ หรือทนรับฟังคำพูดดีๆ จากคนรอบข้างได้เลย)
ซึ่งตรงกันข้ามกับคำพูดดีๆ ที่เรากำลังพูดอยู่กับตัวเอง
เราควรพึงระลึกถึงสัจจะหรือความจริงของชีวิต
ที่นักปราชญ์ตะวันออกพร่ำสอนมาเป็นเวลาหลายๆ พันปี อยู่เสมอว่า
คนเราทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่เป็นประภัสสรหรือดีงาม
ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกด้านลบต่างๆ
เช่น โง่ เลว แย่ น่าเกลียด ซื่อบื้อ ไม่เก่ง ฯลฯ
แต่ความรู้สึกด้านลบต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ จากคนรอบข้าง
และข้อมูลด้านลบต่างๆ นี้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกด้านลบต่างๆ
ที่บันทึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเราโดยที่เราเองอาจจะไม่รู้สึกตัว
(บางคนได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า
ตั้งแต่ในวัยแบเบาะ)
ถ้าเราพูดดีๆ กับตัวเองเสมอๆ ทุกวัน แม้จะต้องฝืนหรืออึดอัดใจบ้าง
ในระยะแรกๆ ความรู้สึกฝืนใจหรืออึดอัดใจที่มักจะเกิดขึ้นในระยะแรกๆ
ของการพูดดีๆ กับตัวเองนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ความสบายใจ สุขใจ
จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ ในไม่ช้าข้อมูลใหม่ๆ ด้านบวกนี้
จะเข้าไปแทนที่ข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกของเรา
ซึ่งจะทำให้เรามีความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆ
ที่เปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น
ที่มา
Credit : พลังแห่งความเชื่อมั่น โดย เกียรติวรรณ อมาตยกุล
คนเราทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่เป็นประภัสสรหรือดีงาม
แต่ความรู้สึกด้านลบต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ
การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
เรามักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าในแต่ละขณะ แม้เราจะไม่ได้กำลังพูดออกมาดังๆ
แต่เราพูดกับตัวเองอยู่ในใจเสมอๆ เกือบตลอดเวลา
การสนทนากับตัวเองในสมองของเราจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
เหมือนกับเทปที่เปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
และบ่อยครั้งที่การสนทนาในสมองของเรานั้นเป็นไปในทางลบ
ซึ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่เราไม่ทราบว่าการสนทนานั้นส่งผลลบอย่างไร
ไปสู่ร่างกาย จิตใจ และการกระทำต่างๆ ของคนเราบ้าง
เราควรระลึกอยู่เสมอว่าจิตใต้สำนึก ทำหน้าที่รับข้อมูล
ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคนเรา
โดยที่ไม่สามารถแยกแยะ ได้ว่าข้อมูลนั้นดีหรือไม่ดี,
เที่ยงตรงหรือไม่เที่ยงตรง, สร้างสรรค์หรือทำลายอย่างไร
และข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของคนเรา
เมื่อเราทราบเช่นนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้โดย
การเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของเราเองด้วยคำพูดของตัวเราเอง
แนวคิดต่อไปนี้จะช่วยให้การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง
(Auto - suggestion) ได้ผลดียิ่งขึ้น
- เราจะต้องเชื่อมั่นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้
และเราสามารถสร้างความสำเร็จ, สุขภาพที่ดี, ความสุข
และความสงบของจิตใจได้จากการเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของตัวเราเอง
- เราจะฝึกนิสัยฟังคำสนทนาในสมองของตัวเราเองให้มากขึ้น
- เมื่อเราได้ยินคำสนทนาด้านลบในสมองของเรา เช่น สอบตกแน่ๆ
ไม่มีทักษะทางกีฬา, ความจำแย่, ฯลฯ
เราจะรีบขจัดคำสนทนาเหล่านี้ด้วยคำพูดในใจว่า "เลิกคิด"
- เราจะแทนที่คำสนทนาด้านลบด้วยคำสนทนาด้านบวก เช่น
ลบ : ผมทำไม่ได้แน่นอน
บวก : ผมจะต้องทำให้ได้
ลบ : ผมไม่มีความสามารถในเรื่องนี้เลย
บวก : ผมฝึกบ่อยๆ ผมจะต้องทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ลบ : ความจำผมแย่มาก
บวก : ผมจะฝึกความจำทุกวัน และความจำผมจะต้องดีขึ้นแน่นอน
ลบ : ทักษะทางภาษาของผมไม่มีเลย
บวก : ทุกคนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้
ลบ : ทำไมผมจึงจะต้องเปลี่ยนวิธีใหม่
บวก : ผมจะเริ่มทดลองทำในวันพรุ่งนี้เลย
- ช่วงเวลาที่จิตใต้สำนึกรับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีที่สุด
คือ ช่วงเวลาที่เรามีคลื่นสมองต่ำมีความถี่ระหว่าง 9 - 13 รอบต่อวินาที
หรือที่เรียกว่า สภาวะอัลฟา
- เพื่อที่จิตใต้สำนึกจะบันทึกข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น
ควรเลือกประโยคคำพูดด้านบวกเพียงประโยคเดียวแล้วพูดซ้ำๆ 5 - 10 รอบ
ในการพูดด้านบวกกับตัวเองแต่ละครั้ง วันหนึ่งควรทำ 2 ครั้ง
ในสภาวะที่คลื่นสมองต่ำๆ อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนหรือเพิ่งตื่นนอน
ระยะแรกๆ เราอาจจะไม่เห็นผลดีชัดเจน
แต่ถ้าเราทำต่อเนื่องกันไปอย่างสม่ำเสมอประมาณ 21 วัน
ผลดีต่างๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
เช่น มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น, รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น,
มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรอบข้างมากขึ้น, เรียนหนังสือดีขึ้น ฯลฯ
หลัง 21 วันแล้ว อาจจะพูดกับตัวเองด้วยประโยคเดิม
หรือ เลือกประโยคใหม่ที่จะใช้พูดกับตัวเอง
ตัวอย่างประโยคคำพูดด้านบวกกับตัวเองต่างๆ สำหรับเด็กๆ
.... เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.... เป็นคนที่น่ารัก
.... เป็นคนที่ฉลาด
.... เป็นคนที่สมองดี
.... เป็นคนที่เรียนเก่ง
.... เป็นคนที่แข็งแรง
.... เป็นคนที่รูปร่างดี
.... เป็นคนที่เล่นกีฬาเก่ง
.... เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
.... เป็นคนที่เพื่อนๆ รัก
ตัวอย่างคำพูดด้านบวกต่างๆ สำหรับผู้ใหญ่
"ยิ่งฉันมีอายุมากขึ้น ฉันยิ่งแข็งแรงขึ้น มีเสน่ห์มากขึ้น เก่งขึ้นในทุกๆ ด้าน"
.... เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.... เป็นคนที่มีความสามารถ
.... เป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารัก
.... เป็นคนที่ชอบทำให้ตัวเอง และผู้อื่นมีความสุข
.... เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง
.... เป็นคนที่แข็งแรง
.... เป็นคนที่อารมณ์ดี ใจเย็น
.... เป็นคนที่กล้าหาญและเข้มแข็ง
.... เป็นคนที่มีความรัก ให้กับตัวเอง และผู้อื่น
หลายๆ คนจะรู้สึกอึดอัด ขัดใจ รู้สึกว่ากำลังหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง
เมื่อจะต้องพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
หลายคนคิดว่าจะพูดสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้กับตัวเองได้อย่างไร
ในเมื่อเรื่องที่จะพูดไม่ได้เป็นความจริง
เช่น ตัวเราเองคิดว่าตัวเราเป็นคนโง่ จะให้พูดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดได้อย่างไร?
ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว
เราคงต้องยอมรับคำสอนเกี่ยวกับความดีงามที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของมนุษย์ว่า
"จิตเดิมแท้ของคนเรานั้นเป็นประภัสสรหรือดีงาม"
ซึ่งก็หมายความว่าคนเราไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึก
ส่วนข้อมูลด้านลบต่างๆ นั้น เราเพิ่งได้รับการบันทึกขึ้นมาในภายหลัง
(ไม่เก่ง โง่ เลว แย่ น่าเกลียด)
และจากการบันทึกข้อมูลด้านลบครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ในวัยเด็กจนโต
ทำให้เราเริ่มเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเองจริงๆ
เราลองมาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้กันดูดีกว่า
ลองถามกลุ่มผู้ใหญ่ ด้วยคำถามด้านบวกต่างๆ
เช่น ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ยอดเยี่ยมบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารักบ้างครับ?
คำตอบที่ได้ก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่มีใครยกมือตอบว่าใช่
ในทางกลับกันถ้าถามเด็กๆ ที่เพิ่งรู้ความด้วยคำถามทำนองเดียวกัน
จะชูมือสลอนและแทบทุกคนจะตอบว่าใช่
เราเริ่มเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า การพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto - suggestion)
ไม่ได้เป็นการหลอกตัวเองหรือโกหกตัวเองเลยแม้แต่น้อย
แต่เป็นการพูดความจริงที่เราอาจจะรู้สึกอึดอัดใจ
ในระยะแรกๆ เนื่องจากข้อมูลในจิตใต้สำนึกต่างๆ
ที่เราได้รับมาแต่เล็กแต่น้อยนั้น ส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ
(ยิ่งเรามีข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกมากเท่าใด
เราก็จะรู้สึกอึดอัดที่จะพูดดีๆ กับตัวเองมากเท่านั้น
บางคนมีข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับตนเองในจิตใต้สำนึกมาก
จนไม่สามารถพูดดีๆ กับตัวเองได้ หรือทนรับฟังคำพูดดีๆ จากคนรอบข้างได้เลย)
ซึ่งตรงกันข้ามกับคำพูดดีๆ ที่เรากำลังพูดอยู่กับตัวเอง
เราควรพึงระลึกถึงสัจจะหรือความจริงของชีวิต
ที่นักปราชญ์ตะวันออกพร่ำสอนมาเป็นเวลาหลายๆ พันปี อยู่เสมอว่า
คนเราทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่เป็นประภัสสรหรือดีงาม
ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกด้านลบต่างๆ
เช่น โง่ เลว แย่ น่าเกลียด ซื่อบื้อ ไม่เก่ง ฯลฯ
แต่ความรู้สึกด้านลบต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ จากคนรอบข้าง
และข้อมูลด้านลบต่างๆ นี้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกด้านลบต่างๆ
ที่บันทึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเราโดยที่เราเองอาจจะไม่รู้สึกตัว
(บางคนได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า
ตั้งแต่ในวัยแบเบาะ)
ถ้าเราพูดดีๆ กับตัวเองเสมอๆ ทุกวัน แม้จะต้องฝืนหรืออึดอัดใจบ้าง
ในระยะแรกๆ ความรู้สึกฝืนใจหรืออึดอัดใจที่มักจะเกิดขึ้นในระยะแรกๆ
ของการพูดดีๆ กับตัวเองนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ความสบายใจ สุขใจ
จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ ในไม่ช้าข้อมูลใหม่ๆ ด้านบวกนี้
จะเข้าไปแทนที่ข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกของเรา
ซึ่งจะทำให้เรามีความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆ
ที่เปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น
ที่มา
Credit : พลังแห่งความเชื่อมั่น โดย เกียรติวรรณ อมาตยกุล
หลักการออกกำลังกายบรรเทาอาการกรดไหลย้อน และ การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน
การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน
05.00
ตื่นนอน แล้วทานอาหารเช้าหลังจากนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง
05.00 – 06.00
ทยอยดื่มน้ำเปล่า 1.00 – 1.25 ลิตร ระหว่างนั้นออกกำลังกายเบาๆประเภทยืดเส้น โยคะ (กายภาพบำบัด) ทำงานบ้าน เตรียมอาหารเช้า ต้มผักไว้ทาน
06.00 – 07.00
วิ่งออกกำลังกายให้ได้ความเร็ว 6 - 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางประมาณ 2 - 3 กิโลเมตร หากจุกแน่นท้อง แนะนำให้เดิน
07.15 – 08.00
ทานอาหารเช้า เคี้ยวช้าๆให้ละเอียด คำละ 2 – 3 นาที
12.00 – 13.00
ทานอาหารกลางวัน ระหว่างวันไม่ควรงีบหลับ เพราะอาจทำให้ท้องอืดได้
16.00 – 17.30
ทานอาหารเย็น
21.00 – 22.00
รีบเข้านอน เพื่อไม่ให้หิวกลางดึก ควรนอนหลังทานอาหารเย็นประมาณ 4 – 5 ชม. เพราะผู้ป่วยบางคนอาการหนัก กระเพาะอาหารอาจจะยังย่อยอาหารไม่เสร็จ
หลักการออกกำลังกายบรรเทาอาการกรดไหลย้อน
ควรเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เคลื่อนไหวช่วงท้อง เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะทางเดินอาหารทำงาน ลำเลียงอาหารเก่า ของเสียและแก๊สที่คั่งค้างอยู่ภายในให้ระบายออก จากประสบการณ์การรักษาตัวของผมซึ่งลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ผมพบว่าผู้ที่รักษาตัวสามารถออกกำลังกายได้หลายวิธี ซึ่งมีหลักการคล้ายๆกัน ผู้ป่วยควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองดังนี้
1. วิ่ง
ช่วงที่ผมป่วย ผมตื่นนอนตอนตี 5 หลังจากนั้นทยอยดื่มน้ำเปล่าไม่เย็น 1.0 – 1.5 ลิตร เวลา 6 โมงเช้า จึงออกไปวิ่ง การวิ่งช่วยลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว ทำให้อาหารเคลื่อนที่ จึงช่วยไล่ลมในท้องได้เป็นอย่างดี ขณะวิ่ง ผมมักจะเรอและผายลมหลายครั้ง หลังวิ่งจะรู้สึกได้เลยว่าท้องยุบลง
แต่ช่วงอาการหนัก (ที่คนไข้รู้สึกแสบท้อง ปวดเหมือนลำไส้ถูกบิด ท้องอืดรุนแรง จุกที่คอ แน่นหน้าอก) ผมวิ่งนานเท่าไรก็ไม่มีลมในท้องระบายออกมาเลย อย่างไรก็ตาม ผมก็อดทนวิ่ง และพบว่าลมเริ่มระบายออก ฉะนั้น การออกกำลังกายทำให้ร่างกายดีขึ้นจริง หากวิ่งแล้วจุกแน่นท้อง เปลี่ยนมาเดินจะดีกว่า โดยพักสักครู่ 30 – 45 นาทีหลังรับประทานอาหาร แล้วจึงเดินเพื่อช่วยย่อยอาหาร
2. การแกว่งแขน ก็ช่วยไล่ลมได้เช่นกัน
3. ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 20 นาที เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่อยู่กับที่
4. แนะนำให้ทำงานบ้านด้วยตนเอง เช่น ถูบ้าน เช็ดรถ ล้างจาน ล้างรถ เช็ดรถ ฯลฯ การทำงานบ้านนอกจากไม่ทำให้เครียดแล้ว ยังทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วยครับ
5. การออกกำลังกายด้วยเครื่อง Skywalk, จักรยาน หรือ Stepper ก็ช่วยไล่ลมในท้องได้เช่นกัน
ท่าโยคะไล่ลม บรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
ท่านี้ช่วยไล่ลมในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ท้องยุบลง ช่วยให้อาหารเคลื่อนที่ ท่าโยคะช่วยไล่ลมในช่องท้อง ==> http://www.healthcorners.com/2007/web_yoga/read_yoga.php?id=125
และลองอ่านบทความน่าสนเกี่ยวกับโรคลมในกระเพาะ ==> http://www.thuseen.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=thuseencom&thispage=63&No=1281790
วิธีปฏิบัติ
- ยืดขึ้นช้าๆ อย่าเกร็ง ทำเท่าที่คุณจะทำได้ พยายามเหยียดแขนให้สุด เอียงตัวพอประมาณ ค้างไว้ 5 – 15 วินาที
- ทำครั้งละ 5 - 15 set
- หากทำแล้วมีอาการจุก หรือลมตีขึ้นบน ควรหยุดทำทันที
เวลาที่ควรปฏิบัติ
- ตื่นนอนตอนเช้า หลังดื่มน้ำ
- หลังอาหาร 2 ชม. เพราะกระเพาะอาหารจะย่อยอาหารเสร็จภายใน 2 ชั่วโมงสำหรับคนปกติ
- ก่อนนอน 15 นาที เพื่อไล่ลมส่วนเกิน บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แสบร้อนในตอนกลางคืน
- หากตื่นมากลางดึก ท่าโยคะนี้และการแกว่งแขนก็ช่วยได้เช่นกัน
เขียนโดย : รู้ไว้มีสุข &&& Thank you : แซร่า ไอแวนเฮล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=alwaysforever&month=08-2011&date=29&group=3&gblog=8
05.00
ตื่นนอน แล้วทานอาหารเช้าหลังจากนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง
05.00 – 06.00
ทยอยดื่มน้ำเปล่า 1.00 – 1.25 ลิตร ระหว่างนั้นออกกำลังกายเบาๆประเภทยืดเส้น โยคะ (กายภาพบำบัด) ทำงานบ้าน เตรียมอาหารเช้า ต้มผักไว้ทาน
06.00 – 07.00
วิ่งออกกำลังกายให้ได้ความเร็ว 6 - 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางประมาณ 2 - 3 กิโลเมตร หากจุกแน่นท้อง แนะนำให้เดิน
07.15 – 08.00
ทานอาหารเช้า เคี้ยวช้าๆให้ละเอียด คำละ 2 – 3 นาที
12.00 – 13.00
ทานอาหารกลางวัน ระหว่างวันไม่ควรงีบหลับ เพราะอาจทำให้ท้องอืดได้
16.00 – 17.30
ทานอาหารเย็น
21.00 – 22.00
รีบเข้านอน เพื่อไม่ให้หิวกลางดึก ควรนอนหลังทานอาหารเย็นประมาณ 4 – 5 ชม. เพราะผู้ป่วยบางคนอาการหนัก กระเพาะอาหารอาจจะยังย่อยอาหารไม่เสร็จ
หลักการออกกำลังกายบรรเทาอาการกรดไหลย้อน
ควรเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เคลื่อนไหวช่วงท้อง เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะทางเดินอาหารทำงาน ลำเลียงอาหารเก่า ของเสียและแก๊สที่คั่งค้างอยู่ภายในให้ระบายออก จากประสบการณ์การรักษาตัวของผมซึ่งลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ผมพบว่าผู้ที่รักษาตัวสามารถออกกำลังกายได้หลายวิธี ซึ่งมีหลักการคล้ายๆกัน ผู้ป่วยควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองดังนี้
1. วิ่ง
ช่วงที่ผมป่วย ผมตื่นนอนตอนตี 5 หลังจากนั้นทยอยดื่มน้ำเปล่าไม่เย็น 1.0 – 1.5 ลิตร เวลา 6 โมงเช้า จึงออกไปวิ่ง การวิ่งช่วยลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว ทำให้อาหารเคลื่อนที่ จึงช่วยไล่ลมในท้องได้เป็นอย่างดี ขณะวิ่ง ผมมักจะเรอและผายลมหลายครั้ง หลังวิ่งจะรู้สึกได้เลยว่าท้องยุบลง
แต่ช่วงอาการหนัก (ที่คนไข้รู้สึกแสบท้อง ปวดเหมือนลำไส้ถูกบิด ท้องอืดรุนแรง จุกที่คอ แน่นหน้าอก) ผมวิ่งนานเท่าไรก็ไม่มีลมในท้องระบายออกมาเลย อย่างไรก็ตาม ผมก็อดทนวิ่ง และพบว่าลมเริ่มระบายออก ฉะนั้น การออกกำลังกายทำให้ร่างกายดีขึ้นจริง หากวิ่งแล้วจุกแน่นท้อง เปลี่ยนมาเดินจะดีกว่า โดยพักสักครู่ 30 – 45 นาทีหลังรับประทานอาหาร แล้วจึงเดินเพื่อช่วยย่อยอาหาร
2. การแกว่งแขน ก็ช่วยไล่ลมได้เช่นกัน
3. ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 20 นาที เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่อยู่กับที่
4. แนะนำให้ทำงานบ้านด้วยตนเอง เช่น ถูบ้าน เช็ดรถ ล้างจาน ล้างรถ เช็ดรถ ฯลฯ การทำงานบ้านนอกจากไม่ทำให้เครียดแล้ว ยังทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วยครับ
5. การออกกำลังกายด้วยเครื่อง Skywalk, จักรยาน หรือ Stepper ก็ช่วยไล่ลมในท้องได้เช่นกัน
ท่าโยคะไล่ลม บรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
ท่านี้ช่วยไล่ลมในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ท้องยุบลง ช่วยให้อาหารเคลื่อนที่ ท่าโยคะช่วยไล่ลมในช่องท้อง ==> http://www.healthcorners.com/2007/web_yoga/read_yoga.php?id=125
และลองอ่านบทความน่าสนเกี่ยวกับโรคลมในกระเพาะ ==> http://www.thuseen.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=thuseencom&thispage=63&No=1281790
วิธีปฏิบัติ
- ยืดขึ้นช้าๆ อย่าเกร็ง ทำเท่าที่คุณจะทำได้ พยายามเหยียดแขนให้สุด เอียงตัวพอประมาณ ค้างไว้ 5 – 15 วินาที
- ทำครั้งละ 5 - 15 set
- หากทำแล้วมีอาการจุก หรือลมตีขึ้นบน ควรหยุดทำทันที
เวลาที่ควรปฏิบัติ
- ตื่นนอนตอนเช้า หลังดื่มน้ำ
- หลังอาหาร 2 ชม. เพราะกระเพาะอาหารจะย่อยอาหารเสร็จภายใน 2 ชั่วโมงสำหรับคนปกติ
- ก่อนนอน 15 นาที เพื่อไล่ลมส่วนเกิน บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แสบร้อนในตอนกลางคืน
- หากตื่นมากลางดึก ท่าโยคะนี้และการแกว่งแขนก็ช่วยได้เช่นกัน
เขียนโดย : รู้ไว้มีสุข &&& Thank you : แซร่า ไอแวนเฮล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=alwaysforever&month=08-2011&date=29&group=3&gblog=8
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ประโยชน์การแผ่เมตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มี 11 ประการได้แก่
ประโยชน์การแผ่เมตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มี 11 ประการได้แก่
1. หลับก็เป็นสุข
2. ตื่นก็เป็นสุข
3. ไม่ฝันร้าย
4. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
5. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
6. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง
7. แคล้วคลาดจากภยันอันตราย
8. จิตเป็นสมาธิได้ง่าย
9. สีหน้าย่อมผ่องใส
10. สิ้นใจอย่างสงบ (สู่สุคติภูมิ)
11. ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงชั้นพรหม
การแผ่เมตตามี 2 อย่าง คือ
1. เจริญเมตตาจิต ด้วยเพียงการฝึก มองโลกในแง่ดี มีความปรารถนาดีต่อทุกสรรพสัตว์ สรรพชีวิตบรรดามีในโลก รักตัวเองเช่นไร ก็รักชีวิตอื่นให้มากเท่ากว่ารักชีวิตตนเองเช่นกัน ทำให้จิตรู้สึกเกิดความสุข เพราะมีแต่ความปรารถนาดี ทำให้ไม่สะดุ้งกลัวและไม่เป็นกังวล จิตเป็นสมาธิเร็ว
2. เจริญเมตตาฌาน ต้องอาศัยกำลังจิต โดยกำหนดจิตจนรวมเป็นเอกได้แล้ว จึงแผ่กระแสจิตนั้นให้เกิดความรัก ความปรารถนาดีต่อตนเองก่อน จากนั้นก็แผ่ให้กันคนที่เรารัก เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย สามี ภรรยา ลูก แล้วแผ่กระแสจิตที่มีความรัก ความปรารถนาดีนั้นไปตลอดโลก ให้เป็นอัปปมัญญา คือ ไม่มีประมาณ
ใน หนังสือ ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี ได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการแผ่เมตตาไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามี เจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้
เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้
เจริญในธรรม
จาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=16108&sid=d885e03346c822b13fb90294128c5e58
1. หลับก็เป็นสุข
2. ตื่นก็เป็นสุข
3. ไม่ฝันร้าย
4. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
5. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
6. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง
7. แคล้วคลาดจากภยันอันตราย
8. จิตเป็นสมาธิได้ง่าย
9. สีหน้าย่อมผ่องใส
10. สิ้นใจอย่างสงบ (สู่สุคติภูมิ)
11. ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงชั้นพรหม
การแผ่เมตตามี 2 อย่าง คือ
1. เจริญเมตตาจิต ด้วยเพียงการฝึก มองโลกในแง่ดี มีความปรารถนาดีต่อทุกสรรพสัตว์ สรรพชีวิตบรรดามีในโลก รักตัวเองเช่นไร ก็รักชีวิตอื่นให้มากเท่ากว่ารักชีวิตตนเองเช่นกัน ทำให้จิตรู้สึกเกิดความสุข เพราะมีแต่ความปรารถนาดี ทำให้ไม่สะดุ้งกลัวและไม่เป็นกังวล จิตเป็นสมาธิเร็ว
2. เจริญเมตตาฌาน ต้องอาศัยกำลังจิต โดยกำหนดจิตจนรวมเป็นเอกได้แล้ว จึงแผ่กระแสจิตนั้นให้เกิดความรัก ความปรารถนาดีต่อตนเองก่อน จากนั้นก็แผ่ให้กันคนที่เรารัก เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย สามี ภรรยา ลูก แล้วแผ่กระแสจิตที่มีความรัก ความปรารถนาดีนั้นไปตลอดโลก ให้เป็นอัปปมัญญา คือ ไม่มีประมาณ
ใน หนังสือ ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี ได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการแผ่เมตตาไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามี เจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้
เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้
เจริญในธรรม
จาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=16108&sid=d885e03346c822b13fb90294128c5e58
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)