วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ค่าตัวของเรา...เท่าไหร่

ค่าตัวของเรา...เท่าไหร่

ต่าย เป็นพนักงานบริษัท ทำงานฝ่ายบุคล และปีนี้เธอเป็นพนักงานดีเด่นของบริษัท วันหนึ่งเธอได้รับมอบหมายให้คำนวณเงินเดือนให้กับพนักงานทั่วไป เธอก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายซึ่งเธอทำเป็นประจำทุกเดือนเป็นปกติ และทำเป็น เวลา หลายปีแล้ว แต่มีคนหนึ่งที่เธอไม่เคยคิดที่จะทำเลย

นั่นคือ ตัวเธอเอง

แล้ววันนี้เองเธอก็ลองคิดเล่นๆ เพราะว่าเธอได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เพื่อนส่งมาให้ 1 เดือน มี 4 สัปดาห์
1 สัปดาห์มี 7 วัน
1 วันมี 24 ชั่วโมง

กิจวัตรทุกวันที่เธอทำคือ ตึ่นนอน 6.00 น.
เข้าทำงาน 9.00 -17.00 น.
กลับถึงบ้าน 20.00 น. ทำงาน จ-ศ 5 วัน/สัปดาห์
สิ้นเดือนรับเงินเดือน 25,000 บาท (มั่นคงทุกๆเดือน)

วิธีคำนวณ
ทำงานวันละ 8 ช.ม./วัน ( เป็นอย่างน้อย)
ทำงาน 5 วัน/ Wks
เวลาที่ใช้ในการทำงาน 8x5x4 ( ไม่รวมเดินทาง)
เท่ากับ 160 ช.ม./เดือน
เงินเดือน 25,000 บาท/เดือน

25,000 บาท/เดือน เท่ากับ 156.25 บาท/ ช.ม. 160 ช.ม./เดือน
สรุป ชีวิตเธออยู่นอกบ้าน เพื่อทำงานให้คนอื่น
เสียเวลาไปอย่างน้อย 12 ช.ม./ วัน
เพื่อรับเงินเดือน 25,000 บาท ช.ม.ละ 159.25 บาท

คุณทราบไหมคะว่าหลังจากที่เธอคำนวณเสร็จ
เกิดอะไรขึ้นกับเธอ
เธออึ้ง และ น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
แต่เธอเห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า
ทุกวันนี้ เธอทำงานให้กับนายจ้างฟรีๆ
เพราะค่าตัวเธอถูกกว่า ร้องเท้าที่เธอใส่ด้วยซ้ำ
(199 บาท)

วันรุ่งขึ้นเธอเดินเข้าไปหาผู้จัดการ พร้อมซองขาว
เพราะเธอเข้าใจกับคำว่า
" คุณต้องทำธุรกิจของตัวเอง
ไม่มีใครร่ำรวยจากการทำงานให้คนอื่น"

แล้วคุณล่ะ เคยคิดจะคำนวณค่าตัวของตัวคุณเองบ้างมั้ย

ปาฏิหาริย์....ราคาเท่าไหร่

ปาฏิหาริย์....ราคาเท่าไหร่

เมื่อได้ยินคุณพ่อคุณแม่คุยกันเรื่อง แอนดรูว์น้องชาย
เทสส์ในวัย 8 ขวบ ก็รับรู้ว่าแอนดรูว์กำลังป่วยมาก
และทั้งพ่อแม่ก็ไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย
แถมเดือนหน้ายังจะต้องโดนย้ายไปอยู่อพาร์ทเม้นท์
เพราะพ่อหมดปัญญาจ่ายค่าหมอและค่าเช่าบ้านนี้

หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตแอนดรูว์ได้ก็คือ
การผ่าตัดซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก
และดูเหมือนว่า
จะไม่มีใครจะมาหยิบยื่นอะไรให้แก่ครอบครัวนี้เลย
แต่เทสส์แอบได้ยินพ่อกระซิบกับแม่ที่มีน้ำตานองว่า
”ในตอนนี้...คงมีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วย แอนดรูว์ได้”

เทสส์จึงตรงไปยังห้องนอนของเธอ
และหยิบขวดโหลเจลลี่ที่ซ่อนเอาไว้ในตู้
แล้วแม่หนูก็เทเศษสตางค์ทั้งหมดลงบนพื้นห้อง
ค่อยๆ นับ...ถึง 3 ครั้ง ก็ได้จำนวนเท่าเดิม
แล้วบรรจงเก็บใส่ ขวดโหลและปิดฝาตามเดิม
เธอผลุบผลันวิ่งไปไกลถึง 6 บล็อก
เพื่อไปยังร้านขายยา
เทสส์นั่งรอเภสัชกรอย่างอดท
แต่เขาช่างดูยุ่งเสียเหลือเกิน
เธอจึงขยี้เท้าไปมาแต่เสียงนั้นก็ไม่ช่วยอะไรเธอเลย
ลองกระแอมดู แต่ก็ไร้ผลเช่นเคย
ในที่สุด เธอเอาเหรียญ 25 เซนต์ออกมาจากขวดโหล
แล้วเคาะกับเคาน์เตอร์กระจก

ได้การล่ะ.. เภสัชกรหันมาถามด้วยเสียงรำคาญ ๆ ว่า
”หนูจะเอาอะไรเหรอ ฉันกำลังคุยกับน้องชายที่เพิ่งมาจากชิคาโก เราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว”
เขาพูดต่อโดยมิทันที่จะรอคำตอบจากหนูน้อย

" ค่ะ.. หนูอยากจะคุยเรื่องน้องชายของหนู”
เทสส์ตอบด้วยเสียงเนือยพอกั
“เขาป่วยหนักมากหนูเลยอยากจะมาขอซื้อปาฏิหาริย์”

“อะไรนะ” เภสัชกรถามขึ้น

”เขาชื่อแอนดรูว์ค่ะ หนูรู้แต่ว่าเขามีอะไรก็ไม่รู้อยู่ในหัวใจ ได้ยินพ่อพูดว่า มีเพียงปฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยชีวิต เขาได้ เจ้าปาฏิหาริย์นี้ราคาเท่าไรค่ะ”

"หนู ..เราไม่ได้ขายปาฏิหาริย์หรอก ขอโทษนะฉันช่วยเธอไม่ได้หรอก” เภสัชกร คนเดิมตอบเสียงนุ่มขึ้น

”แต่หนูมีเงินจ่ายนะคะ ถึงมันจะไม่พอ แต่หนูจะเอา
ที่เหลือมาให้อีก เพียงแต่ช่วยบอกหนูหน่อยเถอะว่า
ราคาเท่าไร”

น้องชายของเภสัชกรผู้แต่งตัวภูมิฐานที่นั่งฟังมา
โดยตลอด ก้มลง ถามแม่หนูว่า
“น้องชายของหนูอยากได้ปาฏิหาริย์แบบไหนเหรอ”

”หนูไม่ทราบค่ะ” ถึงตอนนี้น้ำตาเธอเริ่มเอ่อแล้ว
”หนูรู้แต่ว่า เขาป่วยหนักมาก แม่บอกว่า เขาต้องได้รับการผ่าตัดแต่พ่อไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ หนูก็เลยอยากใช้เงินของหนูเองค่ะ”

”แล้วหนูมีอยู่เท่าไรล่ะ” ชายจากชิคาโกถามต่อ

"ดอลลาร กับ 11 เซนต์ค่ะ”
เทสส ์ตอบอย่างไม่เต็มเสียง
”มันเป็น เงินเก็บทั้งหมดที่หนูมีอยู่..แต่หนูจะหามาอีก
ถ้าเกิดจะต้องใช้มากกว่านั้น”

"อืมม.. ช่างบังเอิญแท้ๆ” ชายผู้นั้นยิ้ม "1 ดอลลาร์
11เซนต์ ช่างพอเหมาะพอเจาะกับราคาของปาฏิหาริย์
เสียจริง “
เขากำเงินจำนวนนั้นในมือหนึ่ง
อีกมือหนึ่งฉวยถุงมือของแม่หนูพร้อมกับบอกว่า
“เอาละพาฉันไปที่บ้านหน่อย ฉันอยากพบพ่อแม่
ของหนู เราจะมาดูกันว่าฉันจะมีปาฏิหาริย์อย่างที่หนู
ต้องการหรือเปล่า”

แท้ชายภูมิฐานผู้นั้นคือ คุณหมอคาร์ลตัน อาร์มสตรอง ศัลยประสาทแพทย์ผู้เชี่ยวชา
การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์โดยไม่ได้ใช้เงินเลยสักแดง
แอนดรูว์สามารถกลับบ้านได้ภายในเวลาไม่นานนัก ทั้งยังมีสุขภาพแข็งแรงดี

พ่อกับแม่ดูมีความสุขมากที่ได้คุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
”การผ่าตัดนี้..เป็นเหมือนดังปาฏิหาริย์ ฉันสงสัยจังว่า
มันน่าจะต้องใช้เงิน สักเท่าไรนะ” แม่พูดกับตัวเอง

เทสส์ยิ้ม เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า
ปาฏิหาริย์นี้มีมูลค่าเท่าไร.. 1 ดอลลาร์ 11 เซนต์..
บวกกับความศรัทธา ของเด็กน้อยคนหนึ่ง
ปาฏิหาริย์มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้กฎธรรมชาติ
หากอยู่เหนือกฎธรรมชาติ

Dare you risk?

Dare you risk?

การหัวเราะ คือ
การเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นคนโง่ To laugh is to risk appearing a fool


การร้องไห้ คือ
การเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นคนที่อ่อนไหว To weep is to risk appearing sentimental


การเข้าไปหาผู้อื่น คือ
การเสี่ยงที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่น To reach out for another is to risk involvement


การแสดงความรู้สึกให้ผู้อื่นรับรู้ คือ
การเสี่ยงที่จะได้รับคำปฏิเสธ To expose feeling is to risk rejection


การตั้งเป้าหมายต่อหน้าผู้อื่น คือ
การเสี่ยงที่จะถูกหัวเราะเยาะ To place your dreams before the crowd is to risk ridicule


การรักใครสักคน คือ
การเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความรักตอบแทน To love is to risk not being loved in return


การก้าวเดินไปหนทางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ คือ
การเสี่ยงที่ต่อความผิดพลาด To go forward in the face of overwhelming odds is to risk failure


แต่เราก็ควรที่จะเสี่ยงในสิ่งต่างๆเหล่านี้ เนื่องจากอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตคือการที่ไม่ยอมเสี่ยงสิ่งใดเลย But risks must be taken, because the greatest hazard in life is to risk nothing



บุคคลที่ไม่เสี่ยงสิ่งใดเลย, จะไม่ได้ทำสิ่งใดเลย, จะไม่มีสิ่งใดเลย และ จะไม่ได้เป็นอะไรเลย The person who risks nothing does nothing, has nothing, is nothing


เขาอาจจะหลีกหนีจากความทุกข์ยากและความเศร้าโศกได้ หากแต่ว่าเขาจะไม่ได้เรียนรู้, ไม่ได้รู้สึก, ไม่ได้เปลี่ยนแปลง, ไม่ได้เติบโต และไม่ได้รู้จักความรักเลย
He may avoid suffering and sorrow, but he cannot learn, feel, change, grow or love


เขาจะถูกล่ามโซ่ไว้ เขาจะกลายเป็นทาสให้กับสิ่งที่เขากังวลไม่กล้าเสี่ยงนั้น
Chained by his certitudes, he is a slave


จะมีเพียงแต่บุคคลที่กล้าเสี่ยงเท่านั้น ที่จะมีอิสระทำสิ่งต่างๆได้
Only a person who takes risks is free

ต้นกำเนิดของนาฬิกา

ต้นกำเนิดของนาฬิกา.....

Clock (นาฬิกา)

เดิมทีการบอกเวลาอาศัยปรากฏการณ์จากธรรมชาติ ดังเช่นระยะเวลาหนึ่งวันกำหนดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ โดยสังเกตจากดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าด้านตะวันออก เคลื่อนตัวสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าเรื่อยๆ จนเลยลับขอบฟ้าด้านกำเนิดตะวันตก แล้วจึงโผล่ขึ้นมาใหม่ เป็นอันครบรอบนับเวลาได้หนึ่งวัน คนสมัยก่อนจึงรู้เวลาด้วยการสังเกตตำแหน่งต่างๆ ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ซึ่งบอกเวลาเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ต่อมามนุษย์เริ่มรู้จักประดิษฐ์นาฬิกาขึ้นใช้ เชื่อกันว่านาฬิกาแดดเป็นวิธีจับเวลายุคแรกสุดของโลกแบบหนึ่ง มีใช้มานานกว่า 5,000 ปีแล้วในอียิปต์ เงาของแสงแดดที่ส่องต้องแผ่นโลหะบนหน้าปัด จะเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ รอบหน้าปัดตัวเลขแต่ละชั่วโมง เวลาจะเปลี่ยนไปตามเงาแดดซึ่งเคลื่อนที่นั้น

นาฬิกาแดดเป็นนาฬิกาที่ใช้บอกเวลารุ่นแรกสุด ชาวสุเมเรียนเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ใช้นาฬิกาชนิดนี้ โดยจะแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 12 ช่วงในหนึ่งวัน ซึ่งแต่ละช่วงจะกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยใช้วิธีวัดความยาวแสงเงาเป็นมาตรฐานในการวัดระยะเวล

ด้านชาวอียิปต์แบ่งเวลาออกเป็น 12 ช่วงเช่นกัน โดยดูเวลาจากเสาหินแกรนิตที่เรียกว่า “Cleopratra Needles” การดูเวลาจะสังเกตจากความยาวและตำแหน่งเงาที่แสงอาทิตย์ตกกระทบบนพื้นทำกับขีดทั้ง 12 ช่วงเวลาที่แบ่งไว้ เพื่อจะได้ดูว่าช่วงกลางวันเหลือเวลาที่เท่าไร

ส่วนชาวโรมันแบ่งเวลาออกเป็นกลางวัน กลางคืน คอยมีเจ้าหน้าที่ประกาศเท่านั้น ขณะที่ชาวกรีกประดิษฐ์นาฬิกาน้ำ โดยใช้ถ้วยเจาะรูจมลงในโอ่ง เรียกว่า “Clepsydra” ดูการจมของถ้วยเทียบระยะเวลา ชาวกรีกใช้นาฬิกาชนิดนี้ในศาล ต่อมาในปี 250 ก่อนค.ศ. นักปราชญ์อาร์คิมิดิส พัฒนานาฬิกาน้ำนี้ขึ้นโดยเพิ่มตัวควบคุมความเร็ว เขาปรับปรุงนาฬิกชนิดนี้เพื่อใช้งานทางดาราศาสตร์

ต่อมาจึงมีการทำนาฬิกาทรายขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นแก้วเป่าสองชิ้นมีรูแคบๆกั้นกลาง โดยใช้ทรายเป็นตัวบอกเวลา จัดเป็นนาฬิกาแบบแรกที่ไม่อาศัยปัจจัยดินฟ้าอากาศ มักใช้จับเวลาระยะสั้นๆ เช่นการกล่าวสุนทรพจน์ การบูชา การเฝ้ายาม การทำอาหาร เป็นต้น

สำหรับนาฬิกายุคใหม่ พัฒนาขึ้นช่วง ค.ศ.100-1300 ในยุโรปและในจีน คำว่า “clock” ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่าระฆัง อาศัยหลักการแรงดึงดูดก่อให้เกิดน้ำหนักที่จะเคลื่อนคันบังคับ ซึ่งจะทำให้เข็มนาฬิกาเคลื่อนที่ หอนาฬิกาแห่งแรกในโลกติดตั้งที่มหาวิหารสตร๊าสบวร์กในเยอรมนี ปีค.ศ.1352-54 และปัจจุบันยังใช้งานได้อยู่ ต่อมาในปีค.ศ.1577 จึงมีการประดิษฐ์เข็มนาที และในปี 1656 จึงมีการประดิษฐ์ลูกตุ้มที่ใช้ในนาฬิกาทำให้บอกเวลาเที่ยงตรงยิ่งขึ้น ส่วนนาฬิกาพก ประดิษฐ์ขึ้นโดยนายปีเตอร์ เฮนไลน์ ชาวเมืองนูเรมบวร์ก จากนั้นในปีค.ศ.1962 มีการประดิษฐ์นาฬิกาเชิงอะตอมซีเซียม ใช้ในหอดูดาวกรีนิช ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าจับเวลาคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

บัฟเฟตต์: ทำไม “หุ้น” จึงเหนือกว่า “ทองคำ”

“หุ้น” เหนือกว่า “ทองคำ” และ “พันธบัตร” อย่างไร
warren-himself
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน
ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล
ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต
แต่ ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า
ด้วย นิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะ หนึ่ง
ทั้งนี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่ นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้
ความ น่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ
warren-money
การ ลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน
ใน ศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป
รัฐบาล เป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม
แม้ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น
ด้วย เหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”
สำหรับนักลงทุนที่ ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง
ภาษี เงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น
ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึงเกือบ 3 เท่า
ใน ธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า” (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง
แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ย สูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้ แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ
ภายใต้ สภาวการณ์ทุกวันนี้ ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย
เราจำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบ แทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ
นอกเหนือ จากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทน ในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง
แม้ ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย
ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน “พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน”
การ ลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพด ผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17
การลงทุนจำพวก นี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบ พวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก
ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรง บันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวก เขาถือจะสร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต
warren-gold
ใน บรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)
อย่างไร ก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้
ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน
สิ่ง สำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง
ยิ่งไป กว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการ ลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว
นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ใน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่า เหตุ
ในภาวะฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …
“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด”
ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”
เอาล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)
คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!
นอก จากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด
ในเวลาหนึ่งศตวรรษนับจาก นี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น
คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน
ต้อง ยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้
การ ลงทุนสองประเภทที่เราได้กล่าวไปจะได้รับความนิยมสูงสุดในเวลาที่ความ กลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ทำให้ผู้คนพากันไปถือสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎข้อบังคับต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาและความกลัวว่าค่าเงินจะล่มสลาย เป็นสิ่งที่ทำให้คนแห่กันไปหาทรัพย์สินที่เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างทองคำมากที่ สุด
เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือพระเจ้า” (Cash is King) ในปี 2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เราควรเอาเงินสดออกมาลงทุน ไม่ใช่เก็บไว้ เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือขยะ” ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อันเป็นเวลาที่การลงทุนแบบตรึงกับค่าเงินดอลล่าร์อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใน ที่สุดในความทรงจำ
ในช่วงเวลานั้น นักลงทุนที่จะทำอะไรก็ต้องรอให้ฝูงชนเห็นด้วยเสียก่อน จึงพลาดโอกาสงามๆ ครั้งใหญ่ในชีวิตไป
warren-bond
สำหรับ ความชอบส่วนตัวของผม ได้แก่ การลงทุนในประเภทที่สาม ซึ่งคุณก็รู้ว่าคืออะไร นั่นก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลิตผล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยอุดมคติแล้ว ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้มีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนอันทำให้ผู้เป็นเจ้า ของมันยังคงรักษาอำนาจซื้อไว้ได้แม้ในเวลาที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยมีจำเป็นน้อยมากที่จะต้องเอาทุนใส่เพิ่มเข้าไป
เรือกสวนไร่นา อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่างๆ เช่น โคคาโคล่า ไอบีเอ็ม รวมทั้ง ซีส์ แคนดี ของเรา ได้ผ่านการทดสอบในช่วงที่เงินเฟ้อเป็นเลขสองหลักมาแล้ว ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็มีบ้างที่แพ้เงินเฟ้อ เพราะต้องเอาเงินลงทุนใส่เพิ่มเข้าไปค่อนข้างมากเพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่ม ขึ้น เจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นจึงต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้มากขึ้น แม้กระนั้น การลงทุนเหล่านี้ก็ยังเหนือกว่าพวกสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลิตผลและสินทรัพย์ ที่อิงกับค่าเงินทั้งหลาย
ไม่ว่าค่าเงินในหนึ่งศตวรรษต่อจากนี้ไปจะ อิงอยู่กับทองคำ เปลือกหอย ฟันฉลาม หรือกระดาษ (เหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้) ผู้คนก็พร้อมที่จะเอาแรงกายของตนเองในแต่ละวันเพื่อแลกกับโคคาโคล่าสัก กระป๋องหรือถั่วของซีส์
ในอนาคต ประชากรอเมริกันที่เพิ่มจำนวนขึ้นย่อมจะบริโภคสินค้ามากขึ้น กินอาหารมากขึ้น และต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ ผู้คนย่อมจะแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองผลิตได้กับสิ่งที่คนอื่นผลิตได้ตลอดไป ธุรกิจในประเทศของเราจะยังคงนำส่งสินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการให้กับ ประชาชนต่อไป
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ธุรกิจเหล่านี้ก็คือ “วัว” ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยๆ ปี และให้ “นม” เราได้อีกมากมาย มูลค่าของมันมิได้วัดโดยตัวกลางในการแลกเปลี่ยนใดๆ แต่วัดจากความสามารถในการผลิตนมของมัน ยอดขายนมที่เพิ่มขึ้นจะทบต้นเป็นผลประโยชน์ของเจ้าของวัว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ดาวเพิ่มจาก 66 ถึง 11,497 จุด (และให้ปันผลมากมายเช่นกัน)
เป้าหมายของเบิร์คไชร์ คือสะสมธุรกิจชั้นนำเข้ามาในพอร์ทให้มากขึ้น ทางเลือกแรกของเราคือเป็นเจ้าของมันทั้งหมด แต่อีกทางหนึ่งก็คือ เป็นเจ้าของโดยถือหุ้นซึ่งซื้อขายเปลี่ยนมือได้ของบริษัทนั้นในสัดส่วนพอ สมควร
ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็น “ผู้ชนะ” เหนือกว่าสินทรัพย์ในอีกสองประเภทที่เราได้อรรถาธิบายให้ฟังแล้ว ที่สำคัญกว่าก็คือ มันจะเป็นการลงทุนที่ ปลอดภัยกว่ามาก
– จบ –
อ้างอิง – นิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012
จาก  http://clubvi.com

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

30 คำคมชวนคิดจากนักเดินทาง

30 คำคมชวนคิดจากนักเดินทาง

          นัก เดินทางทุกคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และแม้ว่าจะใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเทกับมันอย่างไร ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการไปเยือนในทุก ๆ ที่ และเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น การเดินทางไปเยือนที่ต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนอยากจะทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ที่ทำให้ชีวิตดูมีคุณค่าขึ้นมาอีกเยอะ

          วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็ขอนำคำคมจากนักเดินทางทั่วโลกมาฝากกันอีกครั้ง เพื่อแบ่งปันความคิดและมุมมองที่พวกเขามีต่อการเดินทาง ซึ่งมันอาจจะพอเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางสมัครเล่นทั้งหลาย ได้เห็นความสำคัญของการเดินทาง เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องสนุก และไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ชีวิตว่างเปล่าเลยจริง ๆ


"The world is a book and those
who do not travel read only one page."
– St. Augustine
โลกใบนี้เปรียบเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง และคนที่ไม่เคยเดินทางเลย
ก็เปรียบเหมือนคนที่อ่านหนังสือเพียงหน้าเดียว






"All travel has its advantages.
If the passenger visits better countries,
he may learn to improve his own.
And if fortune carries him to worse,
he may learn to enjoy it."
Samuel Johnson
ทุก ๆ การเดินทางมีข้อดีของมัน
หากเราเดินทางไปยังประเทศที่ดีกว่า
เราอาจได้เรียนรู้ว่าจะพัฒนาประเทศของตัวเองอย่างไร
แต่ถ้าหากเราเดินทางไปยังที่ที่เลวร้ายกว่า
เราก็อาจได้เรียนรู้ว่าจะอยู่กับมันอย่างมีความสุขได้อย่างไร






"All journeys have secret destinations of
which the traveler is unaware."
– Martin Buber
ทุกการเดินทางมีจุดหมายปลายทางซ่อนอยู่
จุดหมายที่นักเดินทางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย






"A good traveler has no fixed plans, and is not intent on arriving." – Lao Tzu
นักเดินทางที่ดีย่อมไม่มีแผนการเดินทางที่แน่นอน และไม่ได้ตั้งใจที่จะไปถึง





"Travelers never think that they are the foreigners." – Mason Cooley
นักเดินทางที่แท้จริงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนต่างถิ่น




"We live in a wonderful world that is full of beauty,
charm and adventure. There is no end to the adventures
we can have if only we seek them with our eyes open."
– Jawaharal Nehru
เราอยู่ในโลกอันน่าประหลาดใจที่เต็มไปด้วยความงดงาม เสน่ห์ 
และการผจญภัยมากมาย ไม่มีคำว่าสิ้นสุดสำหรับการผจญภัยที่เราสัมผัสมันได้ 
ถ้าเพียงเราเปิดดวงตาค้นหาความงดงามเหล่านั้น





"Decide how you want to feel,
and go wherever it takes to feel that way."
– Andy Hayes
จงถามตัวเองว่าอยากมีความรู้สึกอย่างไร 
และไปเหยียบยืนในที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนั้นได้

30 คำคมชวนคิดจากนักเดินทาง


"When one realizes that his life is worthless he
either commits suicide or travels."
– Edward Dahlberg
เมื่อใครสักคนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้ค่า เขามักเลือกทางเดินอยู่ 2 ทาง
นั่นคือถ้าไม่ฆ่าตัวตาย ก็ออกเดินทางท่องเที่ยว




"Don't tell me how educated you are,
tell me how much you have traveled."
– Mohammed
ไม่ต้องบอกผมหรอกว่าคุณได้รับการศึกษามาอย่างไร
บอกผมแค่ว่าคุณเดินทางมามากเท่าไหร่ก็พอ





"A journey is like marriage. The certain way 
to be wrong is to think you control it." – John Steinbeck
การเดินทางก็เหมือนกับชีวิตคู่ 
หนทางที่จะทำให้มันล้มเหลวได้ก็คือการคิดที่จะบังคับมัน





"When you’re traveling,
you are what you are right there and then.
People don’t have your past to hold against you.
No yesterdays on the road."
– William Least Heat Moon
เมื่อคุณกำลังเดินทางท่องเที่ยว
คุณคือตัวคุณ ณ ที่นั้น และ ณ ช่วงเวลานั้น
ผู้คนรอบข้างไม่มีใครรู้อดีตของคุณและตำหนิคุณไม่ได้
ไม่มีคำว่า "เมื่อวาน" บนถนนคนเดินทางหรอก






"No one realizes how beautiful it is to travel until he comes home and
rests his head on his old familiar pillow."
– Lin Yutang
ไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางนั้นสวยงามอย่างไร
จนกระทั่งได้กลับมาที่บ้านและนอนหนุนหมอนใบเก่าที่คุ้นเคย


30 คำคมชวนคิดจากนักเดินทาง


"A traveler without observation is a bird without wings." – Moslih Eddin Saadi
นักเดินทางที่ไร้ซึ่งการสังเกต ก็เหมือนนกที่ไม่มีปีกบิน





"Tourists don’t know where they’ve been,
travelers don’t know where they’re going."
– Paul Theroux
"นักท่องเที่ยว" จะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน  
แต่ "นักเดินทาง" จะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน





"A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu
การเดินทางนับพันไมล์ ต้องเริ่มต้นทีละก้าว





"A journey is best measured in friends, rather than miles."
จำนวนเพื่อนวัดคุณค่าของการเดินทางได้ดีกว่าจำนวนระยะทาง





"Half the fun of travel is the esthetic of lostness." – Ray Bradbury
ครึ่งหนึ่งของความสนุกในการเดินทาง คือความงดงามของการหลงทาง





"The whole object of travel is not to 
set foot on foreign land;
it is at last to set foot on one's own 
country as a foreign land." – G.K. Chesterton
เป้าหมายทั้งหมดของการเดินทาง ไม่ใช่การฝากรอยเท้าไว้ในต่างแดน
แต่ที่สุดแล้ว มันคือการฝากรอยเท้าไว้ในประเทศตัวเอง เหมือนกับมันเป็นต่างแดนต่างหาก






"There is no moment of delight in any pilgrimage
like the beginning of it."
– Charles Dudley Warner
สำหรับนักเดินทางไกลแล้ว ไม่มีช่วงเวลาใดจะสุขใจเท่ากับการเริ่มต้นออกเดินทาง




"If somebody asked me about my inspiration
I would say that it's not the people and it's not the things,
it's travel and experiencing different environments."
– Marc Newson
หากใครสักคนถามถึงแรงบันดาลใจของผม ผมจะตอบว่า 
มันไม่ได้มาจากผู้คนหรือสิ่งต่าง ๆ  แต่มันมาจากการเดินทางท่องเที่ยว 
และการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างต่างหาก





"Remember that happiness is a way
of travel – not a destination."
– Roy M. Goodman
โปรดจำไว้ว่า ความสุขของการเดินทางเกิดขึ้นระหว่างทางที่ไป ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง





"A child on a farm sees a plane fly overhead 
and dreams of a faraway place.
A traveler on the plane 
sees the farmhouse… 
and thinks of home." – Carl Burns.

เด็ก ๆ ในไร่มองเครื่องบินบนฟ้าแล้วนึกฝันถึงที่ที่ไกลโพ้น แต่กลับกัน 
นักเดินทางที่อยู่บนเครื่องบินนั้นกลับมองมายังบ้านไร่ แล้วคิดถึงบ้านของตัวเอง





"We are all travelers in the wilderness of this world,
and the best we can find in our travels
is an honest friend."
– Robert Louis Stevenson
เราต่างก็เป็นนักเดินทางในความว่างเปล่าของโลกใบนี้
และสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถค้นพบได้จากการเดินทางก็คือ.. เพื่อนที่จริงใจ






"The earth belongs to anyone who stops for a moment,
gazes and goes on his way."
– Colette
โลกใบนี้เป็นของคนที่หยุดเดินแล้วมองดูสิ่งรอบข้าง และเดินต่อไปตามทางของตัวเอง


30 คำคมชวนคิดจากนักเดินทาง


"He who does not travel does not know the value of men." – Moorish proverb
คนที่ไม่เดินทางท่องเที่ยว.. ไม่รู้คุณค่าของชีวิต





"The true traveler is he who goes on foot,
and even then, he sits down a lot of the time."
– Colette
นักเดินทางที่แท้จริงคือนักเดินทางที่เดินเท้า
และจากนั้นพวกเขาก็นั่งลงในที่ต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน





"A man travels the world over in search of what he needs,
and returns home to find it."
– George Moore
คนเราเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหาคำตอบว่าตัวเองต้องการอะไร
แล้วกลับบ้านไปเพื่อค้นพบสิ่งนั้น





"To awaken alone in a strange town is one of the pleasantest
sensations in the world."
– Freya Stark
การตื่นขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในต่างถิ่น เป็นความตื่นเต้นที่สนุกที่สุดในโลก





"The real voyage of discovery consists not in seeking
new landscapes but in having new eyes."
– Marcel Proust
การเดินทางเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การค้นหาทิวทัศน์ใหม่ ๆ
แต่คือการมองสิ่งเหล่านั้นในมุมมองใหม่ ๆ ด้วย






"The world is a country which nobody ever yet knew
by description; one must travel through
it one’s self to be acquainted with it."
– Lord Chesterfield
โลกนี้คือดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักมันได้จากการบอกเล่า
แต่คนเราจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อทำความรู้จักกับมันด้วยตัวเอง



วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

อาบน้ำตามแบบโบราณ สุขภาพดีผิวใส...ไร้สิว ลดไขมันตกค้างในลำไส้...


เคยได้ยินไหมครับว่า
"เพิ่งกินข้าวเสร็จอย่าเพิ่งอาบน้ำ"
เพราะอาหารจะไม่ย่อย
คนโบราณรู้อะไรที่เราไม่รู้...

เพราะกระเพาะต้องใช้เลือดในการย่อยอย่างมาก
หากไปอาบน้ำ เลือดจะวิ่งมาที่ผิว
ไม่ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร
ท้องก็จะอืด...สุดท้ายก็เน่าใน(เพราะการย่อยไม่สมบูรณ์ อาหารที่เหลือไปหมักหมมที่ลำไส้)

เมื่อเริ่มกินอาหารแล้ว..อย่าเพิ่งอาบน้ำ

วิธีการอาบน้ำที่ดีแต่โบราณก็คือ

ตอนเช้าให้อาบน้ำเย็น...เพื่อให้ร่างกายสดชื่น
และควรอาบก่อนกินอาหารเช้าด้วย
ส่วนตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น
ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย
หลับสบาย

ความเครียดจากกิจกรรม
ระหว่างวันจะถูกระบายออกไปทางรูขุมขน
ไม่เก็บกักไว้ในหัวใจ

"หากความเครียด เก็บกักไว้ในหัวใจ" จะทำให้เป็นคนนอนหลับยาก ตื่นเช้ามาก็จะเพลีย นอนไม่อื่ม

แต่ถ้าตอนเช้าหากไปอาบน้ำอุ่น
ก็จะทำให้เลือดถูกดึงมาที่ผิวมาก
และระบายออกทางรูขุมขนที่เปิด
เสียพลังงานแต่เช้า
จะรู้สึกไม่สดชื่นแต่กลับผ่อนคลาย
ไม่อยากทำอะไร
ซึ่งจริงๆ แล้วในตอนเช้า
เป็นเวลาที่กระเพาะทำงานได้สูงสุด
ย่อยอาหารได้สูงที่สุด
ดังนั้นพวกนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะกินอาหาร
แล้วย่อยยาก ท้องอืด
มีอาการเพลียหลังกินข้าว
ต้องกินกาแฟ ตามลงไปจึงทำให้รู้สึกตื่นขึ้น
สุดท้ายก็ติดกาแฟอีกด้วย
อาหารที่ย่อยไม่หมด จะเน่าที่ภายในลำไส้
ก่อให้เกิดสิวฝ้า เพราะของเสียต้องถูกระบายออกทางรูขุมขน

ควรอาบน้ำเย็นในยามเช้าแทน(อุณหภูมิที่ทนได้
ไม่จำเป็นต้องมาจากตู้เย็น
แต่อาบแล้วรู้สึกเย็น) เพื่อจะช่วยให้รูขุมขนปิด
พลังชี่ถูกเก็บไว้ในกาย
พร้อมกับทำงานได้ตลอดทั้งวั
สังเกตได้เลยว่าจะรู้สึกมีกำลังมากขึ้น
ไม่อ่อนเพลีย


ขอเพิ่มเติมนะครับ
เทคนิคช่วยทำให้หน้าเด้ง...
คือในยามเช้า
ให้เอาน้ำเย็น(เจี๊ยบ)มาล้างหน้า...
(ในสมัยก่อน น้ำฝนในตุ่มก็เย็นชื่นใจแล้วครับ แต่ในเมืองจีน น้ำเย็นถึงใจเลย ส่วนยุคเรา แนะนำให้เอามาจากตู้เย็นเลยครับ)
เนื่องจากที่ใบหน้าเป็นเส้นลมปราณหยางทั้งหมด
ลองเอาน้ำเย็นมาล้างดู จะรู้สึกอุ่น
และสดชื่น เลือดมาเลี้ยงเยอะขึ้น
ผิวหน้าจะไม่หย่อนยานง่าย
บางคนจะเกิดปรากฎการณ์ "อมชมพู"
โดยมิได้คาดหมาย
ดวงตาจะสดใส เปล่งประกาย
ลองทำดูครับ

ร้อนให้ถูกเวลา...
เย็นให้ถูกเวลา...

"ความรู้โบราณ อายุนับพันปี
ถ่ายทอดผ่านร้อยชั่วคน
แต่บางคน...ชั่วชีวิต กลับมิเคยได้รู้..."
 

โดย ผีเสื้อหน้าหยก

เคล็ดลับจากศาสตร์โบราณ เพื่อคนยุคใหม่
Facebook คันฉ่องสุขภาพ

ขอบคุณรูปจาก
http://www.jujusalon.com/blog/hot-showers-bad-for-skin/