Leisure,Event,Travel,Food,accommodation,Hotels,Resorts,guesthouse,Homestay, life style,Sport,Adventure, Entertainment,culture and art ท่องเที่ยว ถ่ายภาพ, เที่ยวเมืองไทย, เรื่องท่องเที่ยว ทะเล เกาะ ภูเขา น้ำตก, ข้อมูลท่องเที่ยว ,โรงแรม ,รีสอร์ท , สนามกอล์ฟ, ที่พัก, อาหาร, สถานที่ท่องเที่ยว, แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ กิจกรรมต่าง ๆ ในการท่องเที่ยว [บันทึกท่องเที่ยว อาหาร และ การเดินทางของ เอ้ Sorawich]
วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556
เฟซบุ๊กช่วยให้คนมีความสุข
ถ้าหากท่านรู้สึกทุกข์ใจ เฟซบุ๊กช่วยได้ ซึ่งก็น่าแปลกที่ผลจากการศึกษา คนที่ใช้เวลาอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์นานมักไม่ดี
ถ้า หากท่านรู้สึกทุกข์ใจ เฟซบุ๊กช่วยได้ ซึ่งก็น่าแปลกที่ผลจากการศึกษา คนที่ใช้เวลาอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์นานมักไม่ดี แต่เฟซบุ๊กกลับช่วยคลายทุกข์ได้
การศึกษาชิ้นใหม่แนะนำว่าการ ใช้เวลากับออนไลน์ ถ้าหากมีเพื่อนจำนวนนับร้อย ๆ คน มีการส่งข่าวคราวให้ทราบกันตลอดเวลามีรูปถ่ายกิจกรรมต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ออนไลน์มีความสุขขึ้นมาได้
นัก วิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ได้กล่าวว่าเฟซบุ๊กเป็นที่ที่พวกเรามักจะพยายามทำให้ตน เองดูดีที่สุด ในหน้าเฟซบุ๊ก ซึ่งก็ทำให้อัตตา (Ego) ของตนเองสูงขึ้น
รอง ศาสตราจารย์ เจฟฟรี แฮนค็อกได้กล่าวว่า “เฟซบุ๊กไม่เหมือนกระจกส่องหน้า ซึ่งกระจกเงาจะช่วยให้เรารู้ว่าเราจริง ๆ เป็นใคร ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจได้ ถ้าหากภาพของเราที่ปรากฏต่อหน้าไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจหรือวาดฝันไว้ เช่นอาจจะไม่สวยไม่หล่อดังที่คิดไว้”
“แต่เฟซบุ๊กมีแต่สิ่ง ที่ดี ๆ ของเราใส่เข้าไปข้างในให้เพื่อน ๆ ได้ดู เราไม่ได้หลอกตัวเองหรอกและก็ไม่ได้โกหกใครหากแต่เราโชว์เฉพาะสิ่งที่เป็น บวกเอาไว้เท่านั้น”
รองศาสตราจารย์ เจฟฟรี แฮนค็อกเป็นผู้เขียนบทรายงานชื่อ “กระจก กระจกที่แขวนไว้บนฝาผนังเฟซบุ๊ก” ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาไซเบอร์ พฤติกรรมและบริการเครือข่ายสังคม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้เอง ล่าสุดในบทรายงานได้ทำการทดสอบกับนักศึกษาจำนวน 63 คน ซึ่งได้ถูกปล่อยให้อยู่กับคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยฯ คอมพิวเตอร์นี้เปิดใช้งานอยู่แต่ไม่ได้โชว์หน้าเฟซบุ๊กโดยตรง คอมพิวเตอร์อีกส่วนหนึ่งซึ่งปิดไว้อยู่นั้นจะมีกระจกส่องหน้าอยู่ที่สกรีน แทน
นักศึกษากลุ่มที่อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นให้เข้าไป ใช้เฟซบุ๊กได้เพียง 3 นาทีเท่านั้นที่จะทบทวนดูแลตนเองและคุยกับเพื่อนในเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นนักศึกษาก็จะได้รับกระดาษเพื่อตอบคำถามเพื่อวัดความพึงพอใจและ ความสุขของตนเอง
ผลปรากฏว่านักศึกษาที่อยู่กับเฟซบุ๊ก รู้สึกพึงพอใจและมีความสุขกับตนเองมากกว่านักศึกษาอีก 2 กลุ่มที่เข้าไปในเฟซ บุ๊กและเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขประวัติสิ่งที่อยากจะบอกเรื่องตนเองให้กับผู้ อื่น ได้รับคะแนนความสุขสูงสุด
ทางรองศาสตราจารย์ เจฟฟรี แฮนค็อก ได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับหลาย ๆ คนที่ตั้งข้อสมมุติฐานโดยอัตโนมัติว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ไม่ดีนั้น งานวิจัยชิ้นนี้คือตัวอย่างแรกที่แสดงให้เห็นว่า เฟซบุ๊กมีประโยชน์ในด้านจิตวิทยา”
แต่อย่างไรก็ตามแหล่งข่าว ระบุว่าในกลุ่มนักจิตวิทยาก็ยังมีอีกส่วนที่เห็น ตรงข้าม คือ เด็กบางคนอาจจะถูกนำไปในพฤติกรรมทางไม่ดีได้เหมือนกัน โดยที่จะใส่พฤติกรรมที่ไม่ดีของตนเอง เข้าไปในเฟซบุ๊กด้วย
แต่ก็หวังว่างานวิจัยชิ้นนี้คงจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเฟซบุ๊กเสียละ.
รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
อธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
boonmark@stamford.edu
ที่มา : www.dailynews.co.th
HOLIDAY
HOLIDAY
SCORPIONS
INTRO : Dm C Bb A ( 4 time )
Dm
let me take you far away
C A Dm
you'd like a holiday
Dm
let me take you far away
C A Dm
you'd like a holiday
C Dm
sine the cold days part the sun
G A
the good time and fun
Dm
let me take you far away
C A Dm
tou'd like a holiday
Dm
let me take you far away
C A Dm
tou'd like a holiday
Dm
let me take you far away
C A Dm
tou'd like a holiday
C Dm
it sends you trouble for so long
G A
wherever you are
Dm
let me take you far away
C A Dm
tou'd like a holiday
Dm C Bb A
ooh ah.....ha.....ah.....ha.....ah.....ha.....ah
Dm
longin. for the sun you will came
C Bb
to the island away with me
Dm
longin for the sun he will come
C Bb Dm
on the island many miles away from home
Dm C Bb
he will come on the island with me
Dm
longin, for the sun you will come
C Bb Dm
to the island many miles away from home.....
Dm C Bb
away from home.....
Dm C Bb
away from home.....
Dm C Bb
away from home.....
ฮานี้บ่าเฮ้ย
ฮานี้บ่าเฮ้ย
คำร้อง/ทำนอง/ขับร้อง จรัล มโนเพ็ชร
Intro E/C#m/A/Am/B7
E F#m E F#m
แต่งงานด้วยกันเสียที อ้ายนี้ ท่ามาจ๊าดเมิน
A Am B7 E C#m A Am B7
ฮักสาวเหลือเกิน ไปหาเงินเสียก่อน ต่อนยอน
E F#m E F#m
สาวสาว อ้ายคนจนจน บ่มีรถยนต์ขี่ควาย
A Am B7 E C#m A Am B7
น้องเห็นใจอ้าย ไปขายควายเสียก่อน ต่อนยอน
E F#m E F#m
ขายควายได้เงินสามพัน แจ่มจันทร์ อ้ายเหลือแต่วัว
A Am B7 E C#m A Am B7
ไถนาสองตัว ไปขายวัวเสียก่อน ต่อนยอน
E F#m E F#m
ขายวัวได้เจ็ดปันป๋าย เสียดายบ่ได้ไถนา
A Am B7 E C#m A Am B7
น้องคงบ่ว่า ไปขายนาเสียก่อน ต่อนยอน
E F#m E F#m
ขายนาสำเร็จเสร็จดี บ่มีแล้วเหลือแต่ตัว
A Am B7 E C#m A Am B7
เขารู้กันทั่ว ไปขายตัวเสียก่อน ต่อนยอน ฮานี้บ่าเฮ้ย
ตรวจเช็คเบอร์โทรศัพท์มือถือ ว่าคนที่เราจะโทรไปหา ใช้เครือข่ายอะไร
ตรวจเช็คเบอร์โทรศัพท์มือถือ ว่าคนที่เราจะโทรไปหา ใช้เครือข่ายอะไร ตรวจเช็คโดย
เครื่อง ระบบ AIS กด *727*ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือสิบหลัก# แล้วกดปุ่มโทรออก
เครื่อง ระบบ DTAC กด *102*ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือสิบหลัก# แล้วกดปุ่มโทรออก
เครื่อง ระบบ True Move กด *933*ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือสิบหลัก# แล้วกดปุ่มโทรออก
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
17 คำสอนขององค์ทะไลลามะ สำหรับมนุษย์งาน
17 คำสอนขององค์ทะไลลามะ สำหรับมนุษย์งาน
1. คิดไว้เสมอว่า ‘หวังในความสำเร็จมาก ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียมาก’
2. ยามใดที่แพ้ ให้นำสิ่งที่แพ้มาเป็นบทเรียน
3. กฎ 3 อาร์น่าคิด Respect for self คือเคารพตัวเอง, Respect for others
เคารพผู้อื่น และ Responsibility คือรับผิดชอบในทุกๆ การกระทำของตน
4. บางครั้งการที่มาเอาตัวไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองอยากได้ใคร่ มีมากเกินไป ก็อาจทำให้คุณได้ในสิ่งนั้นอย่า งไม่น่าเชื่อ
5. เรียนรู้กฎให้ละเอียดถ่องแท้ เผื่อว่าคุณอาจหาทางแหกกฎได้อย่ างถูกวิธี
6. อย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
7. เมื่อใดที่รู้สึกว่าทำผิด ให้รีบแก้ไขให้ถูกต้อง
8. ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในทุกๆ วัน
9. อ้าแขนให้กว้างเพื่อรับสิ่งท้าท ายในชีวิต และเมื่อใดที่มีสิ่งล้ำค่าเข้าม า ก็อย่าปล่อยมันไป
10. จงจำไว้ว่าบางครั้ง ความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุ ดสำหรับบางเรื่อง
11. ใช้ชีวิตให้ดีอย่างคนมีเกียรติ เพราะเมื่อตอนเราแก่ตัวลง จะได้มองย้อนกลับไปในอดีตอย่างม ีความสุข
12. บรรยากาศในบ้านแสนสุขเป็นพื้นฐา นที่ดีของการดำรงชีวิต
13. เมื่อไม่เห็นด้วยกับคนที่เราแคร ์ในบางเรื่อง ให้ทะเลาะกันได้เฉพาะในปัญหาปัจ จุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องอดีต
14. มีความรู้อะไรก็ให้รู้จักแบ่งปั น เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีวั นตาย (ตัวตายแต่ชื่อยัง ถ้าสร้างชื่อเสียงในทางที่ดี)
15. รู้จักรักและเคารพโลก
16. ในแต่ละปี ให้เดินทางไปในที่ที่คุณยังไม่เ คยไปมาก่อน
17. ประเมินความสำเร็จในสิ่งที่คุณไ ม่เคยทำสำเร็จ เพื่อจะได้มุ่งมั่นทำมันให้สำเร ็จ
10 วิธี ดูแลฮาร์ดดิสก์
10 วิธี ดูแลฮาร์ดดิสก์
จากนิตยสาร Chip
โปรแกรม ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำทำงานช้าลงหรือเปล่า? หรือพีซีอายุใช้งาน 4 เดือนของคุณมีอาการงอแงหรือไม่? ต่อไปนี้คือวิธีการแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วให้กับฮาร์ดดิสก์ตัวเก่งของคุณ
การ เป็นเจ้าของและใช้งานฮาร์ดดิสก์โดยไม่เคยสแกนตรวจสอบก็เหมือนกับการมีรถยนต์ คันหรูที่เอาแต่ขับอย่างเดียวไม่เคยเข้าศูนย์บริการ ซึ่งทิปต่อไปนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก เพียงแค่เจียดเวลาสักนิดในการปฏิบัติตาม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนใหม่และทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ
1. สแกนหาไวรัส
จัดเป็นข้อควร ปฏิบัติที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและหมั่นทำเป็นประจำ เราคงไม่ต้องบอกคุณแล้วว่าไวรัสในปัจจุบันนั้นมีฤทธิ์เดชร้ายแรงแค่ไหน เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงตอนที่ไฟล์ข้อมูลสำคัญในฮาร์ดดิสก์ถูกทำลายหรือ เสียหายเพียงแค่เพราะว่าคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้ใน เครื่อง หรือใครที่ติดตั้งเอาไว้แล้วก็ไม่ควรชะล่าใจ ลองตรวจสอบวันที่ของฐานข้อมูลไวรัส (Virus Definition) ถ้าเก่าเกินกว่า 30 วันก็ควรรีบทำการอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันเพื่อการป้องกันที่เต็ม ประสิทธิภาพ จากนั้นทำการสแกนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในระบบ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้กำหนดตารางเวลาในการสแกนเป็นประจำทุกสัปดาห์
2. ปัดกวาดไฟล์หรือขยะที่ไม่ได้ใช้
ยิ่ง ใช้งานเครื่องมานานเท่าใด ไฟล์ข้อมูลเก่าๆ หรือขยะในเครื่องก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า โปรแกรมเก่า ไฟล์ชั่วคราวที่หลงเหลือจากการท่องอินเทอร์เน็ตรวมทั้งไฟล์ที่ตกค้างจากการ ติดตั้งโปรแกรมในโฟลเดอร์เก็บไฟล์ชั่วคราวของวินโดว์ส ซึ่งวิธีการง่ายๆ ในการกำจัดไฟล์ขยะเหล่านี้ก็คือการใช้ยูทิลิตี้ Disk Cleanup ของวินโดว์สหรือจากออปชันทำความสะอาดไฟล์ในโปรแกรม IE โดยตรง (Tools -> Internet Options)
3. กำจัดขยะในซอกหลืบ
แม้ว่าคุณจะทำ การลบไฟล์ขยะด้วยตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังอาจมีเศษขยะที่มองไม่เห็นตกค้างอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณอีกมากมาย โดยเศษขยะในที่นี้หมายรวมถึงบรรดาสปายแวร์หรือแอดแวร์ต่างๆ ด้วย ซึ่งวิธีการตรวจสอบหาขยะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษคือโปรแกรม อย่างเช่น Ad-aware หรือ Spybot Search & Destroy ที่หาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญคืออย่าลืมอัพเดตฐานข้อมูลให้กับโปรแกรมดังกล่าวก่อนเริ่มทำการสแกน ระบบด้วย
4. หมั่นใช้สแกนดิสก์
เมื่อใดก็ตามที่ พื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เกิดบกพร่องเสียหาย เรามักจะใช้คำแทนจุดบกพร่องนั้นๆ ว่า “Bad Sector” ซึ่งมีความหมายว่าบริเวณพื้นผิวของจานแม่เหล็กเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำ การอ่านข้อมูลได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้นคือการใช้ยูทิลิตี้ Scandisk ของวินโดว์สในการตรวจสอบหาจุดที่เกิด Bad Sector และย้ายข้อมูลที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ไปยังเซกเตอร์อื่นๆ ที่ปกติทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของไฟล์ข้อมูล โดยในหน้าต่างยูทิลิตี้ Scandisk นั้นให้คุณเลือกออปชัน Scan for and attempt recovery of bad sectors ด้วยก่อนเริ่มทำการสแกน นอกจากนี้หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 98/Me แนะนำให้ปิดการทำงานของสกรีนเซฟเวอร์ก่อนเริ่ม Scandisk ด้วย
5. จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ
โปรแกรม Defragmenter ที่ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ไกลเพราะมีอยู่ในวินโดว์สทุกเวอร์ชันแล้วนั้นจะช่วย ในการจัดเรียงข้อมูลที่ถูกเขียนลงฮาร์ดดิสก์อย่างสะเปะสะปะให้มีระเบียบและ เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้หัวอ่านฮาร์ดดิสก์ไม่ต้องทำงานหนักและใช้เวลาในการอ่าน ข้อมูลสั้นลง และโปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าโปรแกรมจะจับไฟล์ในโฟลเดอร์ของคุณไปสลับสับ เปลี่ยนหรือเรียงไว้ในโฟลเดอร์อื่นๆ จนหาไม่เจอ เพราะการ Defrag นั้นจะทำการจัดเรียงไฟล์ข้อมูลบนดิสก์เท่านั้นไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการ เก็บไฟล์ในวินโดว์สแต่อย่างใด
6. เก็บทุกอย่างให้เข้าที่
ขั้น ตอนนี้จะเรียกว่าเป็นวินัยส่วนตัวก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นลิ้นชักตู้เสื้อผ้าหรือฮาร์ดดิสก์ก็ล้วนต้องการระบบ ระเบียบในการจัดเก็บที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูอาจเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่ถ้าฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่แรกก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนใครที่ยังเก็บไฟล์ทุกชนิดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสารเวิร์ด ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ ปนกันมั่วไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องปวดหัวในการค้นหาไฟล์เมื่อต้องการใช้งานให้ดี แต่ถ้าไม่อยาก ... ก็สละเวลาจัดการจัดไฟล์ลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่วันนี้
7. แบ็กอัพข้อมูล
ไม่ มีฮาร์ดดิสก์รุ่นไหน ยี่ห้อใด ที่จะมีอายุยืนยาวอยู่กับคุณไปตลอดกาล แต่ถึงแม้ในที่สุดฮาร์ดดิสก์ของคุณจะหมดอายุขัย ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดที่เก็บอยู่ในนั้นจะสูญหายไปด้วย เพียงแต่สิ่งที่คุณควรต้องหมั่นทำเป็นกิจวัตรก็คือการแบ็กอัพไฟล์ข้อมูล สำคัญๆ เก็บไว้ในฟล๊อบปี้ดิสก์ แผ่นซีดี ดีวีดี หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้งานอยู่ หรือถ้าที่กล่าวมานั้นมันยุ่งยากหรือทำให้คุณลำบากเกินไป แนะนำให้ใช้ทัมป์ไดรฟ์ที่ปัจจุบันมีราคาแสนถูก และถ้าไม่ลำบากเงินในกระเป๋าจนเกินไปเลือกรุ่นที่จุ 128MB ขึ้นไปจะดีมาก
8. เทขยะอย่าให้เหลือไฟล์ตกค้าง
เมื่อ คุณกดปุ่ม Delete เพื่อลบไฟล์ ซึ่งในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าไฟล์ข้อมูลของคุณจะถูกลบออกไป แต่ในทางทฤษฎีนั้นไฟล์ของคุณจะยังไม่ถูกลบออกไปจริงๆ เพียงแต่วินโดว์สจะทำเครื่องหมายไว้ในพื้นที่ส่วนนั้นๆ ว่าเป็นที่ว่างและเมื่อใดที่มีการเขียนไฟล์ข้อมูลก็สามารถเขียนทับตำแหน่ง นั้นๆ ได้ นอกจากนี้วินโดว์สจะนำไฟล์ที่คุณลบไปใส่ไว้ในถังขยะ (Recycle Bin) เผื่อกรณีที่คุณเกิดเปลี่ยนใจหรือตัดสินใจพลาด หากใครช่างสังเกตจะพบว่าแม้จะลบไฟล์ข้อมูลไปแล้วแต่พื้นที่ว่างในอาร์ดดิสก์ นั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะข้อมูลนั้นๆ ยังนอนรอชะตากรรมอยู่ในถังขยะ (Recycle Bin) นั่นเอง ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าไม่ใช้งานแล้ว หรือไม่ต้องการให้ใครมาแอบคุ้ยถังขยะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไป แนะให้คลิกขวาที่ไอคอน Recycle Bin แล้วเลือกคำสั่ง Empty Recycle Bin เพื่อกำจัดขยะในถังให้สิ้นซาก
9. แบ่งพาร์ทิชันเพื่อเก็บข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไปที่ออกมาจากโรงงานนั้นจะไม่มีการแบ่งพาร์ทิชันเอาไว้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือซื้อ 80GB ก็จะได้ไดรฟ์ C: ความจุ 80GB มาใช้งาน แต่ถ้าจะให้ดี แนะนำให้คุณทำการแบ่งฮาร์ดดิสก์ออกเป็นส่วนๆ หรือที่เรียกว่าการแบ่งพาร์ทิชันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ 80GB นำมาแบ่งเป็น 2 พาร์ทิชัน พาร์ทิชันละ 40GB ซึ่งคุณก็จะได้ไดรฟ์มาใช้งาน 2 ไดรฟ์คือไดรฟ์ C: และไดรฟ์ D: ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนอกจากจะช่วยลดภาระของหัวอ่านและเพิ่มความเร็วในการทำ งานของฮาร์ดดิสก์แล้ว คุณยังสามารถแยกไฟล์สำคัญๆ มาเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากจากไดรฟ์ที่ติดตั้งวินโดว์สซึ่งอาจโดนไวรัสเล่น งานจนเสียหายได้อีกด้วย ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนั้นคุณสามารถทำได้ในขณะที่ติดตั้ง Windows XP เลย แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไรเพราะปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับการนี้มากมายซึ่งที่ นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่โปรแกรม Partition Magic
10. เลือกความเร็วให้เหมาะกับงาน
วิธี การที่ผ่านมานั้นสามารถช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณสามารถทำงานได้เร็วขึ้นได้ อีกเล็กน้อย อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังมองหาหรือตัดสินใจซื้อฮาร์ดดิสก์ใหม่ แนะนำให้พิจารณาเลือกรุ่นความเร็วที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่คุณต้องการใช้ งาน เช่น เลือกรุ่นที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็ก 5,400 RPM (รอบ/นาที) ที่มีราคาถูกถ้าคุณใช้เพียงโปรแกรมทั่วๆ ไปเช่น เล่นอินเทอร์เน็ต รับ-ส่งอีเมล์ หรือพิมพ์งานด้วยโปรแกรมเวิร์ด หรือถ้างานของคุณเกี่ยวกับการตกแต่งภาพถ่าย เล่นเกม ก็อาจเลือกซื้อรุ่น 7200 RPM หรืออาจจะเป็น 10,000 RPM เลยก็ได้หากทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอเป็นหลัก ซึ่งฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็กสูงและมีขนาดของแคชภายใน มากจะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานให้กับคุณมากยิ่งขึ้น
จากนิตยสาร Chip
โปรแกรม ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำทำงานช้าลงหรือเปล่า? หรือพีซีอายุใช้งาน 4 เดือนของคุณมีอาการงอแงหรือไม่? ต่อไปนี้คือวิธีการแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วให้กับฮาร์ดดิสก์ตัวเก่งของคุณ
การ เป็นเจ้าของและใช้งานฮาร์ดดิสก์โดยไม่เคยสแกนตรวจสอบก็เหมือนกับการมีรถยนต์ คันหรูที่เอาแต่ขับอย่างเดียวไม่เคยเข้าศูนย์บริการ ซึ่งทิปต่อไปนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก เพียงแค่เจียดเวลาสักนิดในการปฏิบัติตาม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนใหม่และทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ
1. สแกนหาไวรัส
จัดเป็นข้อควร ปฏิบัติที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่คุณควรให้ความสำคัญและหมั่นทำเป็นประจำ เราคงไม่ต้องบอกคุณแล้วว่าไวรัสในปัจจุบันนั้นมีฤทธิ์เดชร้ายแรงแค่ไหน เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงตอนที่ไฟล์ข้อมูลสำคัญในฮาร์ดดิสก์ถูกทำลายหรือ เสียหายเพียงแค่เพราะว่าคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้ใน เครื่อง หรือใครที่ติดตั้งเอาไว้แล้วก็ไม่ควรชะล่าใจ ลองตรวจสอบวันที่ของฐานข้อมูลไวรัส (Virus Definition) ถ้าเก่าเกินกว่า 30 วันก็ควรรีบทำการอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันเพื่อการป้องกันที่เต็ม ประสิทธิภาพ จากนั้นทำการสแกนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในระบบ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้กำหนดตารางเวลาในการสแกนเป็นประจำทุกสัปดาห์
2. ปัดกวาดไฟล์หรือขยะที่ไม่ได้ใช้
ยิ่ง ใช้งานเครื่องมานานเท่าใด ไฟล์ข้อมูลเก่าๆ หรือขยะในเครื่องก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า โปรแกรมเก่า ไฟล์ชั่วคราวที่หลงเหลือจากการท่องอินเทอร์เน็ตรวมทั้งไฟล์ที่ตกค้างจากการ ติดตั้งโปรแกรมในโฟลเดอร์เก็บไฟล์ชั่วคราวของวินโดว์ส ซึ่งวิธีการง่ายๆ ในการกำจัดไฟล์ขยะเหล่านี้ก็คือการใช้ยูทิลิตี้ Disk Cleanup ของวินโดว์สหรือจากออปชันทำความสะอาดไฟล์ในโปรแกรม IE โดยตรง (Tools -> Internet Options)
3. กำจัดขยะในซอกหลืบ
แม้ว่าคุณจะทำ การลบไฟล์ขยะด้วยตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังอาจมีเศษขยะที่มองไม่เห็นตกค้างอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณอีกมากมาย โดยเศษขยะในที่นี้หมายรวมถึงบรรดาสปายแวร์หรือแอดแวร์ต่างๆ ด้วย ซึ่งวิธีการตรวจสอบหาขยะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษคือโปรแกรม อย่างเช่น Ad-aware หรือ Spybot Search & Destroy ที่หาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญคืออย่าลืมอัพเดตฐานข้อมูลให้กับโปรแกรมดังกล่าวก่อนเริ่มทำการสแกน ระบบด้วย
4. หมั่นใช้สแกนดิสก์
เมื่อใดก็ตามที่ พื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เกิดบกพร่องเสียหาย เรามักจะใช้คำแทนจุดบกพร่องนั้นๆ ว่า “Bad Sector” ซึ่งมีความหมายว่าบริเวณพื้นผิวของจานแม่เหล็กเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำ การอ่านข้อมูลได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้นคือการใช้ยูทิลิตี้ Scandisk ของวินโดว์สในการตรวจสอบหาจุดที่เกิด Bad Sector และย้ายข้อมูลที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ไปยังเซกเตอร์อื่นๆ ที่ปกติทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของไฟล์ข้อมูล โดยในหน้าต่างยูทิลิตี้ Scandisk นั้นให้คุณเลือกออปชัน Scan for and attempt recovery of bad sectors ด้วยก่อนเริ่มทำการสแกน นอกจากนี้หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 98/Me แนะนำให้ปิดการทำงานของสกรีนเซฟเวอร์ก่อนเริ่ม Scandisk ด้วย
5. จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ
โปรแกรม Defragmenter ที่ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ไกลเพราะมีอยู่ในวินโดว์สทุกเวอร์ชันแล้วนั้นจะช่วย ในการจัดเรียงข้อมูลที่ถูกเขียนลงฮาร์ดดิสก์อย่างสะเปะสะปะให้มีระเบียบและ เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้หัวอ่านฮาร์ดดิสก์ไม่ต้องทำงานหนักและใช้เวลาในการอ่าน ข้อมูลสั้นลง และโปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าโปรแกรมจะจับไฟล์ในโฟลเดอร์ของคุณไปสลับสับ เปลี่ยนหรือเรียงไว้ในโฟลเดอร์อื่นๆ จนหาไม่เจอ เพราะการ Defrag นั้นจะทำการจัดเรียงไฟล์ข้อมูลบนดิสก์เท่านั้นไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการ เก็บไฟล์ในวินโดว์สแต่อย่างใด
6. เก็บทุกอย่างให้เข้าที่
ขั้น ตอนนี้จะเรียกว่าเป็นวินัยส่วนตัวก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นลิ้นชักตู้เสื้อผ้าหรือฮาร์ดดิสก์ก็ล้วนต้องการระบบ ระเบียบในการจัดเก็บที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูอาจเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่ถ้าฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่แรกก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนใครที่ยังเก็บไฟล์ทุกชนิดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสารเวิร์ด ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ฯลฯ ปนกันมั่วไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องปวดหัวในการค้นหาไฟล์เมื่อต้องการใช้งานให้ดี แต่ถ้าไม่อยาก ... ก็สละเวลาจัดการจัดไฟล์ลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่วันนี้
7. แบ็กอัพข้อมูล
ไม่ มีฮาร์ดดิสก์รุ่นไหน ยี่ห้อใด ที่จะมีอายุยืนยาวอยู่กับคุณไปตลอดกาล แต่ถึงแม้ในที่สุดฮาร์ดดิสก์ของคุณจะหมดอายุขัย ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดที่เก็บอยู่ในนั้นจะสูญหายไปด้วย เพียงแต่สิ่งที่คุณควรต้องหมั่นทำเป็นกิจวัตรก็คือการแบ็กอัพไฟล์ข้อมูล สำคัญๆ เก็บไว้ในฟล๊อบปี้ดิสก์ แผ่นซีดี ดีวีดี หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้งานอยู่ หรือถ้าที่กล่าวมานั้นมันยุ่งยากหรือทำให้คุณลำบากเกินไป แนะนำให้ใช้ทัมป์ไดรฟ์ที่ปัจจุบันมีราคาแสนถูก และถ้าไม่ลำบากเงินในกระเป๋าจนเกินไปเลือกรุ่นที่จุ 128MB ขึ้นไปจะดีมาก
8. เทขยะอย่าให้เหลือไฟล์ตกค้าง
เมื่อ คุณกดปุ่ม Delete เพื่อลบไฟล์ ซึ่งในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าไฟล์ข้อมูลของคุณจะถูกลบออกไป แต่ในทางทฤษฎีนั้นไฟล์ของคุณจะยังไม่ถูกลบออกไปจริงๆ เพียงแต่วินโดว์สจะทำเครื่องหมายไว้ในพื้นที่ส่วนนั้นๆ ว่าเป็นที่ว่างและเมื่อใดที่มีการเขียนไฟล์ข้อมูลก็สามารถเขียนทับตำแหน่ง นั้นๆ ได้ นอกจากนี้วินโดว์สจะนำไฟล์ที่คุณลบไปใส่ไว้ในถังขยะ (Recycle Bin) เผื่อกรณีที่คุณเกิดเปลี่ยนใจหรือตัดสินใจพลาด หากใครช่างสังเกตจะพบว่าแม้จะลบไฟล์ข้อมูลไปแล้วแต่พื้นที่ว่างในอาร์ดดิสก์ นั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะข้อมูลนั้นๆ ยังนอนรอชะตากรรมอยู่ในถังขยะ (Recycle Bin) นั่นเอง ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าไม่ใช้งานแล้ว หรือไม่ต้องการให้ใครมาแอบคุ้ยถังขยะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไป แนะให้คลิกขวาที่ไอคอน Recycle Bin แล้วเลือกคำสั่ง Empty Recycle Bin เพื่อกำจัดขยะในถังให้สิ้นซาก
9. แบ่งพาร์ทิชันเพื่อเก็บข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไปที่ออกมาจากโรงงานนั้นจะไม่มีการแบ่งพาร์ทิชันเอาไว้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือซื้อ 80GB ก็จะได้ไดรฟ์ C: ความจุ 80GB มาใช้งาน แต่ถ้าจะให้ดี แนะนำให้คุณทำการแบ่งฮาร์ดดิสก์ออกเป็นส่วนๆ หรือที่เรียกว่าการแบ่งพาร์ทิชันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ 80GB นำมาแบ่งเป็น 2 พาร์ทิชัน พาร์ทิชันละ 40GB ซึ่งคุณก็จะได้ไดรฟ์มาใช้งาน 2 ไดรฟ์คือไดรฟ์ C: และไดรฟ์ D: ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนอกจากจะช่วยลดภาระของหัวอ่านและเพิ่มความเร็วในการทำ งานของฮาร์ดดิสก์แล้ว คุณยังสามารถแยกไฟล์สำคัญๆ มาเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากจากไดรฟ์ที่ติดตั้งวินโดว์สซึ่งอาจโดนไวรัสเล่น งานจนเสียหายได้อีกด้วย ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนั้นคุณสามารถทำได้ในขณะที่ติดตั้ง Windows XP เลย แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไรเพราะปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับการนี้มากมายซึ่งที่ นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่โปรแกรม Partition Magic
10. เลือกความเร็วให้เหมาะกับงาน
วิธี การที่ผ่านมานั้นสามารถช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณสามารถทำงานได้เร็วขึ้นได้ อีกเล็กน้อย อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังมองหาหรือตัดสินใจซื้อฮาร์ดดิสก์ใหม่ แนะนำให้พิจารณาเลือกรุ่นความเร็วที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่คุณต้องการใช้ งาน เช่น เลือกรุ่นที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็ก 5,400 RPM (รอบ/นาที) ที่มีราคาถูกถ้าคุณใช้เพียงโปรแกรมทั่วๆ ไปเช่น เล่นอินเทอร์เน็ต รับ-ส่งอีเมล์ หรือพิมพ์งานด้วยโปรแกรมเวิร์ด หรือถ้างานของคุณเกี่ยวกับการตกแต่งภาพถ่าย เล่นเกม ก็อาจเลือกซื้อรุ่น 7200 RPM หรืออาจจะเป็น 10,000 RPM เลยก็ได้หากทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอเป็นหลัก ซึ่งฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็กสูงและมีขนาดของแคชภายใน มากจะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานให้กับคุณมากยิ่งขึ้น
วิธีการแก้ไขเบื้องต้นเมื่อ Ipod มีปัญห
สำหรับท่านที่มี Ipod ใช้งานเป็นประจำ หรือว่า มี Ipod ไว้ในครอบครอง
อาจจะต้องเคยเจออาการค้าง หรือเปิดไม่ติด
ซึ่งนั่นมีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุด้วยกัน และคิดว่า
ทุกท่านก็คงต้องเคยเจอกันมาบ้างไม่มากก็น้อย
และนั่น ทำให้หลายๆ ท่านคิดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง จนกระทั่งต้องเสียเวลาไปร้าน หรือเข้าศูนย์ฯ ในที่สุด ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
สำหรับวิธีการแก้ไขเบื้องต้น สำหรับ Ipod มีปัญหา หรือค้าง
1. สิ่งแรกที่สุดเมื่อ Ipod ของคุณค้าง หรือเปิดไม่ติด สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน Ipod อาจจะยังไม่คุ้นกับอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้นึกง่ายๆ คือ เหมือนกับอาการค้างของ Windows ที่มีหน้าจอสีฟ้าๆ นั่นล่ะครับ ซึ่งทันทีที่พบอาการไม่ว่าอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้ลองเสียบสายชาร์ต หรือเสียบสายต่อเข้ากับ computer เพราะว่าบางครั้งอาจจะเกิดจากอาการแบตเตอรี่อ่อน หรือแบตเตอรี่หมด เท่านั้นเองครับ
จะไม่ค่อยพบอาการค้างจากปัญหาแบตเตอรี่ กับ Ipod เครื่องใหม่ๆ แต่มักพบกับเครื่องที่มีอาการใช้มาแล้วซักระยะหนึ่ง และมีการใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ หรือชาร์ตแบตเตอรี่ไม่ถูกต้องนั่นเอง
2. หากวิธีแรก หรือว่าไฟเต็มแล้วแต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็ให้ลองทำการ Reboot software ของ ipod ใหม่ (คล้ายๆ กับการสั่ง restart windows ใหม่นั่นเอง) โดยให้กด Menu + ปุ่มกลาง (ปุ่มกลางวงกลมนั่นล่ะครับ) โดยให้กดสองปุ่มนี้พร้อมกัน ทิ้งไว้ซักระยะ เครื่องก็จะทำการ Reboot ครับ
แต่ ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลต่างๆ จะหายไป เพราะวิธีการนี้เป็นแค่วิธีการสั่ง reboot เท่านั้น เหมือนกับการสั่ง restart ใน windows เพื่อให้โปรแกรมกลับมาเป็นปรกติ อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง มิได้เกี่ยวข้องกับตัวข้อมูลเราแต่อย่างใดครับ
3. หากยังไม่ได้ เพราะสั่ง reboot แล้วเปิดไม่ติด สาเหตุที่พบบ่อยคือ อาการค้างจาก battery อ่อนมากๆ เมื่อเราสั่ง reboot ตามข้อ2 แล้ว ทำให้เมื่อ ipod เปิดขึ้นมาไม่สามารถทำงานต่อได้ เพราะใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไปจนหมดไปแล้ว ทั้งการปิดตัวเอง และพยายามเปิดตัวเองใหม่ ให้ทำการเสียบชาร์ตไฟ ทิ้งไว้จนเต็ม จะช่วยให้กลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง เมื่อแบตเตอรี่เต็ม
4. หากทั้งสามข้อที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานได้ จำเป็นที่ต้องเยียวยาเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งจำเป็นต้อง Reset เครื่องให้กลับมาเป็นค่าเดิมจากโรงงาน ซึ่งขอเตือนก่อนว่า ขั้นตอนนี้ อาจจะทำให้ข้อมูลบางอย่างเสียหาย หรือหายไปได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้ จึงควรพิจารณา และทำอย่างรอบคอบ พยายามอย่าให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณดับ หรือ ค้างในขณะที่กำลังทำในขั้นตอนนี้ และควรต่ออินเตอร์เน็ตในขั้นตอนนี้ด้วย
สำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ คือ โปรแกรม Ipod Updater ซึ่งเป็นโปรแกรม utillity ที่มาพร้อมกับ ipod ของคุณอยู่แล้วครับ ลองหาดูในแผ่นซีดีที่แถมมากับเครื่อง ipod
จาก นั้นต่อ ipod เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ และรันโปรแกรม ipod updater โปรแกรมจะทำการเช็ค firmware ในเครื่อง ipod ของคุณ กับระบบของ apple และทำการ update ระบบใหม่ทั้งหมด
จากนั้นให้เลือก Restore ระบบก็จะทำการ reset กลับไปเป็นเหมือนจากตอนที่ออกมาจากโรงงานใหม่ๆ นั่นเอง และนั่นก็จะทำให้เคลียร์ข้อมูลเกือบทั้งหมด ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จะหายไปนะครับ จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือ
5. หากวิธีที่กล่างมาทั้งหมดยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานไดเป็นปรกติแล้วล่ะก็ อาจจะเกิดปัญหาจากตัวของชิ้นส่วนของ ipod ของคุณเสียแล้ว ซึ่งปรกติมักจะเป็นที่แบตเตอรี่ และตัวของหน่วยความจำหลัก ของเครื่องนั่นเอง ซึ่งหากเครื่องของคุณยังอยู่ในระยะประกันแล้ว ก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คทันทีครับ หรือแม้ว่าหมดประกันแล้ว ทางรอดของ Ipod ของคุณก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เช่นกัน
และนั่น ทำให้หลายๆ ท่านคิดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง จนกระทั่งต้องเสียเวลาไปร้าน หรือเข้าศูนย์ฯ ในที่สุด ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
สำหรับวิธีการแก้ไขเบื้องต้น สำหรับ Ipod มีปัญหา หรือค้าง
1. สิ่งแรกที่สุดเมื่อ Ipod ของคุณค้าง หรือเปิดไม่ติด สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน Ipod อาจจะยังไม่คุ้นกับอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้นึกง่ายๆ คือ เหมือนกับอาการค้างของ Windows ที่มีหน้าจอสีฟ้าๆ นั่นล่ะครับ ซึ่งทันทีที่พบอาการไม่ว่าอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้ลองเสียบสายชาร์ต หรือเสียบสายต่อเข้ากับ computer เพราะว่าบางครั้งอาจจะเกิดจากอาการแบตเตอรี่อ่อน หรือแบตเตอรี่หมด เท่านั้นเองครับ
จะไม่ค่อยพบอาการค้างจากปัญหาแบตเตอรี่ กับ Ipod เครื่องใหม่ๆ แต่มักพบกับเครื่องที่มีอาการใช้มาแล้วซักระยะหนึ่ง และมีการใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ หรือชาร์ตแบตเตอรี่ไม่ถูกต้องนั่นเอง
2. หากวิธีแรก หรือว่าไฟเต็มแล้วแต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็ให้ลองทำการ Reboot software ของ ipod ใหม่ (คล้ายๆ กับการสั่ง restart windows ใหม่นั่นเอง) โดยให้กด Menu + ปุ่มกลาง (ปุ่มกลางวงกลมนั่นล่ะครับ) โดยให้กดสองปุ่มนี้พร้อมกัน ทิ้งไว้ซักระยะ เครื่องก็จะทำการ Reboot ครับ
แต่ ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลต่างๆ จะหายไป เพราะวิธีการนี้เป็นแค่วิธีการสั่ง reboot เท่านั้น เหมือนกับการสั่ง restart ใน windows เพื่อให้โปรแกรมกลับมาเป็นปรกติ อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง มิได้เกี่ยวข้องกับตัวข้อมูลเราแต่อย่างใดครับ
3. หากยังไม่ได้ เพราะสั่ง reboot แล้วเปิดไม่ติด สาเหตุที่พบบ่อยคือ อาการค้างจาก battery อ่อนมากๆ เมื่อเราสั่ง reboot ตามข้อ2 แล้ว ทำให้เมื่อ ipod เปิดขึ้นมาไม่สามารถทำงานต่อได้ เพราะใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไปจนหมดไปแล้ว ทั้งการปิดตัวเอง และพยายามเปิดตัวเองใหม่ ให้ทำการเสียบชาร์ตไฟ ทิ้งไว้จนเต็ม จะช่วยให้กลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง เมื่อแบตเตอรี่เต็ม
4. หากทั้งสามข้อที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานได้ จำเป็นที่ต้องเยียวยาเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งจำเป็นต้อง Reset เครื่องให้กลับมาเป็นค่าเดิมจากโรงงาน ซึ่งขอเตือนก่อนว่า ขั้นตอนนี้ อาจจะทำให้ข้อมูลบางอย่างเสียหาย หรือหายไปได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้ จึงควรพิจารณา และทำอย่างรอบคอบ พยายามอย่าให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณดับ หรือ ค้างในขณะที่กำลังทำในขั้นตอนนี้ และควรต่ออินเตอร์เน็ตในขั้นตอนนี้ด้วย
สำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ คือ โปรแกรม Ipod Updater ซึ่งเป็นโปรแกรม utillity ที่มาพร้อมกับ ipod ของคุณอยู่แล้วครับ ลองหาดูในแผ่นซีดีที่แถมมากับเครื่อง ipod
จาก นั้นต่อ ipod เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ และรันโปรแกรม ipod updater โปรแกรมจะทำการเช็ค firmware ในเครื่อง ipod ของคุณ กับระบบของ apple และทำการ update ระบบใหม่ทั้งหมด
จากนั้นให้เลือก Restore ระบบก็จะทำการ reset กลับไปเป็นเหมือนจากตอนที่ออกมาจากโรงงานใหม่ๆ นั่นเอง และนั่นก็จะทำให้เคลียร์ข้อมูลเกือบทั้งหมด ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จะหายไปนะครับ จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือ
5. หากวิธีที่กล่างมาทั้งหมดยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานไดเป็นปรกติแล้วล่ะก็ อาจจะเกิดปัญหาจากตัวของชิ้นส่วนของ ipod ของคุณเสียแล้ว ซึ่งปรกติมักจะเป็นที่แบตเตอรี่ และตัวของหน่วยความจำหลัก ของเครื่องนั่นเอง ซึ่งหากเครื่องของคุณยังอยู่ในระยะประกันแล้ว ก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คทันทีครับ หรือแม้ว่าหมดประกันแล้ว ทางรอดของ Ipod ของคุณก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)