วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

สาวสวยคนนึง เขียนถึงหนุ่มๆในเน็ท ทุกคน เด็ดมาก

ก่อนอื่นดิฉันขอสาบานว่าสิ่งที่ดิฉันพูดเป็นความจริงค่ะ ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ ความสูง 170 ซม. น้ำหนัก 50 กิโล ส่วนสัด 34-24-36 ผมยาว หน้าตาจัดว่าสวยมาก เซ็กซี่ มีรสนิยม ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชายรายได้สักสองแสนบาทอัพต่อเดือนสักคน คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ รายได้ประมาณสองแสนเนี้ยแค่ชนชั้นระดับกลางๆในห้องสินธรหรือวงการตลาดหุ้นเอง ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ มีใครในพันทิพ ห้องสินธร นี้ที่รายได้เกินสองแสนบ้างคะ พวกคุณแต่งงานไปกันหมดหรือยัง กรุณาช่วยตอบดิฉันทีค่ะ คือดิฉันอยากแต่งงานกับคนรวยๆ อย่างพวกคุณ พวกที่ดิฉันคบด้วยนี่มีแต่พวกธรรมดาๆรายได้อย่างมากไม่เกินสามหมื่นเอง รายได้แค่นี้จะอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ ดิฉันมีคำถามดังนี้ค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ

1. หลังจากตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักไปต่อที่ไหนกันคะ ( ชื่อร้าน , ผับ , fitness, ฯลฯ)
2. ถ้าจะแอบมองสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ
3. ทำไมคนที่แต่งงานกับคนรวยๆถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่มๆ รสนิยมห่วยๆล่ะคะ
4. คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วยคะ

หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ก็มีเมล จากชายหนุ่มคนนึงส่งมาถึงเจ้าหล่อนว่า

ถึงคุณสุดสวยครับ...

หัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ และคงมีผู้หญิงหลายคนมีคำถามเดียวกันกับคุณ ขออนุญาตตอบคำถามในมุมมองของคนเล่นหุ้นแบบผมนะคับ

รายได้ของผมจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี อยู่ที่ประมาณห้าแสนบาท ต่อเดือนขาดเหลือนิดหน่อย ซึ่งก็น่าจะผ่านเกณฑ์ของคุณ ดังนั้นผมเชื่อว่าคำตอบของผม น่าจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านนะครับ

จากมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจ การที่แต่งงานโดยเลือกเฉพาะที่ความสวยเพียงอย่างเดียวนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คำตอบนั้นง่ายมาก อธิบายตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา คุณพยายามจะเน้นจุดแข็งของสินค้าคือ ' ความสวย ' เพื่อแลกกับ ' เงิน '
เมื่อคุณมีความสวย และผมมีเงิน แน่นอนว่ามัน Fair และน่าจะเป็นไปได้กับโอกาสทางธุรกิจที่คุณเสนอแต่ก็ติดปัญหาที่ว่าความสวยของคุณนั้นจืดจางลงทุกวัน ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร หรือในอีกนัยหนึ่ง รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปีและเงินของผมก็สามารถนำไปให้ก่อให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้นเมื่อข้ามปี และมีแนวโน้มที่จะลดลงๆ ในแต่ละปีที่ผ่านไปเช่นกัน
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า ไม่ได้เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าความสวยคือสิ่งเดียวที่คุณมี ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร

นิยามที่เราใช้กันในตลาดหุ้น คือ ทุกๆ การ Trade มี Position การคบกับคุณก็ถือเป็น Position แต่ถ้า Value ของมันลดลง เราจะขายมันทิ้ง ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดันทุรังเก็บมันไว้ ซึ่งหมายถึงการแต่งงานที่คุณต้องการ อาจจะแทงใจดำถ้าผมต้องบอกคุณตรงๆอย่างจริงใจว่า ถ้า Value ของ Asset ลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะ ใช้วิธีการ ' ให้เช่าซื้อ ' แทน
แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทต่อเดือนฉลาดพอ พวกเขาแค่คบคุณ แต่จะไม่แต่งงานกับคุณ

ดังนั้นจึงขอแนะนำคุณอย่างหวังดีว่าคุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงานกับคนรวย และคุณควรที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทแทนซะเอง ซึ่งในทางเทคนิคแล้วน่าจะมีโอกาสมากกว่าการหาคนรวยแต่โง่คนนึง ( รวยธรรมดาอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่พร้อมด้วย) หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณสนใจ option ในบริการ ! ' เช่าซื้อ ' กรุณาติดต่อผม..... เพื่อทำ Bid offer ในโอกาสต่อไป !!!


ที่มา: Bbberry.net

"burn-in" หูฟังคำถามยอดฮิตสำหรับคอ MP3

ช่วงนี้ถ้า เข้าไปอ่านกระทู้ในโต๊ะ Gadget ของหมวด Technical Exchange จะมีคำถามหนึ่งที่จะเห็นประจำทุกวันนอกจากที่ว่าจะซื้อ MP3 รุ่นไหนดีแล้วก็คือจะมีคำถามว่า "burn-in หูฟังคืออะไร" หรือ "เบิร์นหูฟังต้องทำอย่างไรบ้างครับ" จนตอนนี้คำถามดังกล่าวเป็นคำถามยอดฮิตเลยก็ว่าได้ครับตอนนี้ ซึ่งถ้าพวกที่เคยศึกษาด้านเครื่องเสียงมาก่อนจะพอรู้ว่า "burn-in" คืออะไรบ้างแล้ว เพราะนอกจากจะเขาจะ "burn-in" หูฟังแล้ว ชุดลำโพงก็ต้องทำการ "burn-in" ด้วยเช่นกันครับ พอดีไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเวบต่างประเทศมาก็จะรวบรวมๆนำมาแปลไว้ในที่นี้ เพื่อที่จะได้พอไขความสงสัยไปบ้างครับ

คลิกเพื่อดูภาพขนาดจริง
AKG
"burn-in" คืออะไร?
การ "burn-in" หรือที่มักเรียกติดปากคนไทยว่าการเบิร์นนั้นจริงๆถ้าจะเทียบก็คล้ายๆการ run-in รถยนต์ใหม่ให้เครื่องเข้าที่ครับ แต่หลายๆท่านจะเข้าใจว่าหูฟังนั้นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า จะไปเทียบกับรถยนต์ไม่ได้ แต่จริงๆแล้วหูฟังจะมีพวกแผ่นไดอะแฟรมที่เคลื่อนไหวให้เกิดเสียงครับ การ "burn-in" หูฟัง หรือลำโพงนั้นก็คือการทำให้แผ่นไดอะแฟรมเหล่านี้เข้าที่เข้าทาง มีการให้ตัวตามที่ควรจะเป็นไม่ได้ตึงแน่นเหมือนกับตอนที่เขาประกอบมาจากโรง งานครับ ซึ่งเมื่อ "burn-in" เข้าที่เข้าทางแล้วคุณภาพเสียงที่ออกมาจากหูฟังก็จะไม่เปลี่ยนไปจากนั้นแล้ว ครับ เพราะไดอะแฟรมจะเข้าที่แล้ว

ถ้าจะ "burn-in" หูฟังหรือลำโพงควรจะทำอย่างไร?
การ "burn-in" นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ แค่ต่อหูฟัง หรือลำโพงเข้ากับแหล่งกำเนิดเสียง จะเป็นวิทยุ AM/FM หรือ CD หรือ MP3 ก็ได้ครับ แล้วก็เปิดให้มีเสียงออกมาจากหูฟังไปเรื่อยๆต่อเนื่อง เท่าที่อ่านดูจากหลายๆแห่งก็แนะนำให้ "burn-in" เป็นระยะเวลาสัก 100ชั่วโมงขึ้นไป หูฟัง หรือชุดลำโพงนั้นก็จะเข้าที่เข้าทางแสดงเสียงออกมาดูดีมีราคาขึ้นกว่าตอนที่ ซื้อมาครับ แต่ถ้าไม่อยากจะเปิดเพลงทิ้งให้หูฟัง "burn-in" ต่อเนื่องก็จะสามารถใช้ฟังเพลงตามปรกติไปเรื่อยๆได้ครับ ก็ถือว่า "burn-in" ได้เช่นกัน แต่แบบนี้กว่าจะ "burn-in" ได้ที่ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าสักระยะหนึ่ง ดังนั้นหลายๆคนจึงเลือกที่จะ "burn-in" หูฟังทิ้งไว้ต่อเนื่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงครับ นอกจากจะ "burn-in" ด้วยเพลง หรือสัญญาณเสียงจากวิทยุแล้ว บางท่านก็จะมีโปรแกรมสำหรับ generate คลื่นเสียงออกมาสำหรับ "burn-in" หูฟังโดยเฉพาะครับ ลองหาโหลดมาใช้ได้ ซึ่งผลที่ได้รับในท้ายสุดก็คือไดอะแฟรมจะถูกปรับสภาพให้เข้าที่เช่นกันครับ ก็เลือกวิธีตามสะดวกได้เลยครับ ส่วนระหว่างการ "burn-in" นั้นจะเอาหูฟังมาสวมฟังเพลงไปเลย หรือจะเอาไปยัดใต้โต๊ะก็ได้เช่นกันครับ

จำเป็นที่จะต้อง "burn-in" หูฟังให้เสร็จก่อนที่จะนำไปใช้จริงหรือไม่?
ไม่ จำเป็นครับอย่างที่บอกไว้แล้วคือแล้วแต่สะดวก เพราะถึงแม้ว่าจะแกะกล่องออกมาแล้วใช้งานเลย ใช้ไปสักระยะนึงหูฟังก็จะเข้าที่เข้าทางเช่นกัน ก็เป็นการ "burn-in" ชนิดหนึ่งได้ แต่หลายๆคนอยากจะให้เสียงของหูฟังเข้าที่ก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง ก็มักจะเลือกที่จะทำการ "burn-in" ก่อนนำมาใช้งานจริง แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องลำบากครับ

จำเป็นหรือไม่ที่หลัง จาก "burn-in" แล้วเสียงของหูฟังจะดีขึ้นกว่าตอนซื้อมาใหม่มาก?
ข้อ นี้ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องแล้วแต่รุ่น หรือแล้วแต่หูฟังแต่ละตัวเลยครับ บางตัวที่ประกอบมาแล้วพอดีชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะเข้าที่อยู่แล้วพอ "burn-in" เสร็จก็แทบจะไม่เห็นผลเท่าใดนัก แต่บางตัวที่ส่วนประกอบไดอะแฟรมค่อนข้างจะตึงมากพอ "burn-in" แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอย่างเห็นได้ชัดครับ การ "burn-in" เป็นการทำให้หูฟังเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็นเฉยๆ ไม่ใช่การทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นนะครับต้องเข้าใจในจุดนี้ ด้วย
โดย: เอ้ [14 มี.ค. 53 16:42] ( IP A:124.122.238.125 X: )
ความคิดเห็นที่ 1
การ "burn-in" นานเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียหรือไม่?
การ "burn-in" นั้นอย่างที่บอกไว้คือการทำให้ชิ้นส่วนขับเสียงของหูฟังเข้าที่เข้าทางอย่าง ที่มันควรจะเป็น และเมื่อ "burn-in" ถึงจุดนั้นแล้วชิ้นส่วนต่างๆก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นแล้ว ฉะนั้นถึงจะ "burn-in" นานกว่าเดิมไปเท่าไรเสียงก็จะยังคงเหมือนจุดที่ "burn-in" เข้าที่พอดีครับไม่มีผลใดๆ

ระดับเสียงที่ใช้ระหว่าง "burn-in" ควรจะเป็นที่ประมาณเท่าใด?
ระดับ เสียงที่จะใช้นั้นก็ประมาณที่เราใช้ฟังเพลงปรกติและสบายหูละครับ หรืออาจจะดังกว่าที่เราฟังปรกตินิดๆหน่อย เพราะถ้าเปิดเสียงดังมากไปอาจจะสร้างความเสียหายให้หูฟังเสียไปได้เลยครับ ดังนั้นเสียงไม่ควรที่จะดังมากไปครับ แต่ถ้าเสียงเบามากไปก็จะไม่ค่อยมีผลในการ "burn-in" เช่นกันครับ

หวัง ว่าบทความนี้น่าจะช่วยไขข้อข้องใจไปบ้างนะครับ ทิ้งท้ายไว้นะครับว่า "burn-in" ไม่ใช่วิธีพิเศษอะไรที่จะทำให้หูฟังคุณภาพต่ำมีเสียงระดับหูทิพย์ฟัง แค่เป็นการทำให้ชุดหูฟังเข้าที่เข้าทางเปล่งเสียงออกมาได้ตามสเป็คที่โรงงาน ผลิตออกมาเท่านั้นครับ

http://www.pantip.com/tech/article/article.php?id=84

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวดี ...มอเตอร์เวย์ บูรพาวิถี วิ่งฟรีสงกรานต์ 2556

วัน ที่ 3 เม.ย.2556 นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทล.จะเปิดให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 9 บางปะอิน-บางพลี และหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี ฟรีระหว่างเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย. ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 16 เม.ย. เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางช่วงเทศกาล ลดปัญหาการจราจรติดขัด ส่วนมาตรการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการเดินทางช่วงเทศกาล ได้สั่งการให้แขวางการทางทุกแห่ง ออกตรวจตราดูแลสภาพถนนในพื้นที่ให้เรียบร้อย รวมถึงติดตั้งป้ายบอกทาง ป้ายแนะนำ ป้ายเตือน และป้ายบอกเส้นทางเลี่ยงตามจุดต่างๆ ให้ประชาชนสามารถเลือกใช้เส้นทางได้สะดวก เลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัดที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังได้แจกแผ่นพับแผนที่แนะนำเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศ บริเวณเต้นท์บริการของ ทล. ทั้งนี้ร่วมมือกับตำรวจทางหลวงในการดูแลจัดการจราจรตามเส้นทางถนนสายหลัก ขาออกระหว่างวันที่ 11-12 เม.ย. และขาเข้าวันที่ 16 เม.ย. โดยเฉพาะที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน และแถวมวกเหล็ก พุแค ของสายอีสาน รวมถึงแยกวังมะนาว ของสายใต้ ขณะที่สายเหนือมีปัญหาการจราจรติดขัดน้อย เพราะมีเส้นทางเลือกมาก เป็นห่วงจุดเดียวที่ตัวเมืองนครสวรรค์
ส่วน วันที่ 13-15 เม.ย. จะเน้นการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องความเร็ว และเมา เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามฝากประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนที่จะเดินทางออกต่างจังหวัดในช่วง เทศกาล สามารถโทรสอบสภาพการจราจรจุดต่างๆ บนถนนสายหลักได้ที่คอลเซ็นเตอร์ของกรมทางหลวง หมายเลข 1586 ก่อนออกเดินทาง 1 ชั่วโมง จะช่วยวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น โดยปีนี้ ทล.ได้ติดกล้องซีซีทีวีในจุดต่างๆ ที่มีความสำคัญเพื่อดูสภาพการจราจรตลอด 24 ขั่วโมง ในวันที่ 4 เม.ย. กรมฯ จะมีพิธีปล่อยขบวนรถในการอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2556 โครงการ “เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยไปกับกรมทางหลวง” ร่วมกับตำรวจทางหลวง มี พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม เป็นประธาน
นาย อัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ.อยู่ระหว่างเตรียมเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อขอเว้นยกการเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างเวลา 00.01 น. วันที่ 10 เม.ย. ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 16 เม.ย.นี้  โดยจะเสนอขอยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี)  ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  Daily News Online  http://www.dailynews.co.th/bkk/195096

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต นางแบบคนล่าสุด เป็นดาราไทยคนแรกที่ขึ้นปกนิตยสาร L'OFFICIEL ประเทศไทย

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต นางแบบคนล่าสุด เป็นดาราไทยคนแรกที่ขึ้นปกนิตยสาร L'OFFICIEL ประเทศไทย  ฉบับเดือนเมษายน 2556
ภาพปกจาก  L'Officiel Thailand  

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556

ไม้มงคล กับราศีทั้ง 12 ราศี

ไม้มงคล กับราศีทั้ง 12 ราศี

มนุษย์มีความเชื่อที่ผูกพันกับต้นไม้มาเป็นเวลาช้านาน เช่น เรื่องต้นไม้มงคล ต้นไม้ต้องห้าม ต้นไม้ที่ปลูกแล้วมีรัก หรือปลูกแล้วไร้รัก เป็นต้น จนถึงปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ วันนี้ บ้านไอเดีย มีความเชื่อเกี่ยวกับ ต้นไม้มงคลกับราศีเกิด มาฝากกันค่ะ ราศีไหน ปลูกต้นอะไรแล้วจะเสริมชะตาชีวิตให้ดีขึ้นบ้าง
  • ราศีมังกร  (16 ม.ค.–15 ก.พ.) ไม้มงคล คือ วาสนา โป๊ยเซียน แก้ว  กุหลาบ ไผ่ ราชพฤกษ์ และจำปีทำให้เงินทองไหลมาเทมา มีโชค มีลาภ ส่งเสริมบุญญาบารมี วาสนา มีความมั่นคงในชีวิต กิจการเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มีความอดทนอดกลั้น ควรปลูกข้าง หรือหลังบ้าน แต่ห้ามปลูกบริเวณหน้าบ้าน เพราะเป็นบริเวณของปากมังกร
  • ราศีกุมภ์  (16 ก.พ.-15 มี.ค.)  ไม้มงคล คือ เฟื่องฟ้า และบอนไซ จะช่วยส่งเสริมพลังทางด้านความคิด กิจการก้าวหน้ามั่นคง ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีความสามารถในการปรับตัว อดทนต่ออุปสรรค ปัญหา และทำให้มีอายุยืนยาว
  • ราศีมีน  (16 มี.ค.–15 เม.ย.)  ไม้มงคล คือ กล้วยไม้ วาสนา และเฟื่องฟ้า  ช่วยให้มีอุปนิสัยเยือกเย็น อ่อนโยน เป็นที่ประทับใจต่อผู้พบเห็น คนในครอบครัวมีศีลธรรม มีชีวิตที่สดใส เบิกบาน รุ่งเรือง มีโชคลาภวาสนา
  • ราศีเมษ  (16 เม.ย.–15 พ.ค.) ไม้มงคล คือ ต้นมะยม มะขาม ช่วยให้มีความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน เป็นที่นับถือ เกรงขาม ผู้คนให้ความนิยมชมชอบ
  • ราศีพฤษภ  (16 พ.ค.–15 มิ.ย.) ไม้มงคล คือ ต้นโมก  ช่วยปกปักรักษาให้มีความปลอดภัย  ป้องกัน ขับไล่สิ่งไม่ดี ให้ออกไปจากชีวิต ทำให้มีความสุข สดใส  ควรปลูกในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน และปลูกในวันเสาร์
  • ราศีเมถุน  (16 มิ.ย.-15 ก.ค.) ไม้มงคล คือ ทับทิม โป๊ยเซียน กุหลาบ และโมก ช่วยให้ชีวิตมีความสงบ ร่มเย็น อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีอุปสรรคมากล้ำกลาย มีโชคลาภ
  • ราศีกรกฎ  (16 ก.ค.–15 ส.ค.) ไม้มงคล คือ ชมพู่ พลูด่าง กล้วยไม้ และวาสนา ทำให้มั่งมีทรัพย์สิน เงินทอง มีความสุข ความสมหวัง ครอบครัวร่มเย็น เป็นสุข  ชีวิตสดใส เบิกบาน
  • ราศีสิงห์  (16 ส.ค.–15 ก.ย.) ไม้มงคล คือ ขนุน จำปี โป๊ยเซียน กล้วยไม้  ช่วยให้มีคนสนับสนุน ให้ความอุปการะ  อุดหนุนจุนเจือ เสริมบุญบารมี การงาน กิจการสดใส รุ่งเรือง ก้าวหน้า ปราศจากปัญหาและอุปสรรค
  • ราศีกันย์  (16 ก.ย.–15 ต.ค.) ไม้มงคล คือ สนฉัตร ราชพฤกษ์ และต้นขนุน มีความสง่างาม มีเกียรติ มีศักดิ์ มีศรี บุญบารมี ผู้คนนับหน้าถือตา  ร่ำรวยเงินทอง
  • ราศีตุลย์ (16 ต.ค.–15 พ.ย.) ไม้มงคล คือ ต้นโกสน หมากแดง ปาล์ม ช่วยคุ้มครอง ป้องภัย ปกปักรักษา ให้อยู่ดีมีสุข ช่วยเสริมบารมี การงานก้าวหน้า มีความเจริญรุ่งเรือง
  • ราศีพิจิก (16 พ.ย.–15 ธ.ค.) ไม้มงคล คือ พวงแสด เบญจมาศ ว่านสี่ทิศ  ทำให้ชีวิตมีความสว่างไสว รุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง แคล้วคลาดปลอดภัย ผู้คนให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ
  • ราศีธนู ( 16 ธ.ค.–15 ม.ค.) ไม้มงคล คือ บัว เฟิร์นข้าหลวง  แก้ว  ทำให้จิตใจบริสุทธ์ เบิกบาน คนในครอบครัวมีความรัก ความผูกพันกัน มีชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นที่รักใคร่ ช่วยขจัดอุปสรรคปัญหาต่างๆให้ออกไปจากชีวิต
http://www.banidea.com/good-trees-of-zodiac/

ข้อคิดที่ได้จากการทำงานมาครบ 10 ปี

ข้อคิดที่ได้จากการทำงานมาครบ 10 ปี

1. วิธีการขึ้นเงินเดือนที่เร็วที่
สุดคือการย้ายงาน ไม่ใช่ขึ้นตำแหน่งในบริษัทเดิม
2. ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด บริษัทไม่รักคุณเท่าครอบครัวของคุณหรอก
3. อย่าทำงานจนละเลยสุขภาพของตัวเอ
4. ไอ้คนที่พูดแต่เรื่องให้คุณเสียสละทุกอย่าง ถวายตัวกับงาน office คือบ้าน ต้องกลับดึก ฯลฯ , พูดเรื่อง company loyalty/spirit/team work ซ้ำไปซ้ำมา คือคนที่หลอกใช้คุณเพื่อความเจริญของเขาเอง
5. คนที่เจริญได้เพราะนำเสนอ+ทำ powerpoint+สรุปงานเก่ง แต่ทำงานไม่ได้เรื่องเหี้ยอะไรเลยมีอยู่จริง คุณเหนือกว่าพวกเค้าได้ด้วยการทำงานให้เก่งด้วย+present ตัวเองเก่งด้วย
6. ควรเก็บออมเงินตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน เพราะปีแรกของการทำงานคุณจะสนุกกับการใช้เงินจนลืมเก็บตังค์
7. ผมเคยทำงานแบบถวายหัวชนิดทิ้งทุกอย่าง ทิ้งบ้านทิ้งครอบครัว ทิ้งเพื่อนฝูง เพื่องาน เพื่อลูกค้า เพื่อบริษัท สุดท้ายผมก็ได้เรียนรู้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นเงิน ลมปาก เหล้า-เบียร์ฟรี ข้าวฟรี มันชดเชยสิ่งที่ผมเสียไปไม่ได้เลย
8. ตอนคุณไปคุยเรื่องขอลาออก ถ้าเค้า offer ตำแหน่งให้ถ้าคุณอยู่ต่อ นั่นเป็นเรื่องโกหก 100% คุณอยู่ต่อคุณก็ไม่ได้ขึ้นตำแหน่งหรอก
9. ความสามารถในการขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองและกล้าที่จะลองผิดลองถูก จะช่วยให้คุณไปได้ไกลกว่าไอ้พวกงอมืองอเท้ารอคนอื่นมาสอน
10. เพื่อนร่วมงานมีทั้ง “เพื่อน” และ “คนรู้จัก” อย่าไปขาดหวังว่าทุกคนจะเป็นเพื่อนที่จริงใจกับคุณ
11. จงพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากอะไรที่เกี่ยวกับงานที่คุณทำอยู่เสมอ หลายๆ อย่างที่คุณไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวกับงาน มันสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้
12. ภาษาอังกฤษสำคัญมาก
13. จงใช้วันลาพักร้อนให้เต็มที่ อย่าเกรงใจ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ
14. ความอดทน ใจเย็น สำคัญมาก จงหัดทำหน้ายิ้มแต่ด่าไอ้เห้ในใจไว้
 

13 วิธี ในการเพิ่มความสุขให้กับชีวิต


13 วิธี ในการเพิ่มความสุขให้กับชีวิ

การสร้างความสุขให้กับตนเอง จริงๆ แล้วทำไม่อยากหรอกครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่า คนเราจะทำหรือเปล่าเท่านั้น วันนี้ผมมีข้อแนะนำมาฝาก สำหรับการสร้างความสุขให้ตนเองแบบง่ายๆ ลองทำดูนะครับ

1. ดื่มน้ำทุกชั่วโมง เวลาทำงานเรามักยุ่งจนลืมดื่มน้ำ ทางแก้คือ วางแก้วน้ำหรือขวดน้ำไว้ใกล้มือแล้วจิบบ่อยๆ พบว่าหากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำจนน้ำหนักตัวลดลงแม้แค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จะมีผลให้ให้ความจำระยะสั้นและทักษะการแก้ปัญหาลดลง เมื่อไรที่รู้สึกกระหายน้ำ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าขาดน้ำแล้ว

2. ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ แต่ต้องเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจด้วยนะ เพราะจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนรับรู้ความสุข หากวันไหนรู้สึกเศร้าจนยิ้มไม่ออก โทรศัพท์ไปหาเพื่อนที่มุขเยอะหรืออยู่ใกล้คนอารมณ์ดีเข้าไว้ จะทำให้คุณยิ้มได้ เพราะคนเรามีแนวโน้มเลียนแบบอารมณ์ของคนที่พูดคุยด้วย

3. เช็คท่าทางของตัวเอง ขณะนั่งทำงานเรามักโน้มตัวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนบนยืดขึ้นจนอาจบาดเจ็บได้ ทางที่ดี ทุก 2 - 3 ชั่งโมง คุณควรเช็คท่านั่งของตัวเองเพื่อบุคลิกและสุขภาพที่ดี ท่าที่เหมาะสมคือ นั่งให้สะโพกและไหล่อยู่ในแนวตรงกัน ไม่ต้องถึงกับหลังตรงมากเกินไป ต้นขาขนานพื้น โดยให้ข้อเท้าอยู่ล้ำหัวเข่าออกไปเล็กน้อย หากต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อวันละ 2 - 3 ครั้ง โดยนั่งหลังตรง กางแขนทั้งสองขึ้นด้านข้างระดับไหล่ งอศอกให้มือทั้งสองแตะศีรษะ แล้วบีบสะบักหลังเข้าหากัน ค้างไว้ 3 วินาที ทำซ้ำ 3 ครั้ง

4. คิดจินตนาการเรื่องดีๆ ก่อนนอน ใช้เวลาก่อนแค่ 2 - 3 นาที วาดฝันเรื่องที่ทำให้คุณมีความสุข เช่น ทริปสุดสนุกช่วงพักร้อน ดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับหวานใจ หรือคำชมจากเจ้านาย เทคนิคนี้ช่วยให้หลับได้เร็วและสนิทมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและสมาธิ

5. ผูกมิตรเพื่อนใหม่ แม้คุณจะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ไม่ว่ากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานหรือแม้แต่กับแม่บ้าน ก็ไม่ควรละเลยการทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ด้วย เพราะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจมากขึ้นและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง ที่สำคัญคือ เป็นผลดีต่อหัวใจ พบว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความดันโลหิตต่ำกว่าคนไม่เข้าสังคม ซึ่งมักจัดการความเครียดด้วยวิธีที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

6. ใกล้ชิดธรรมชาติ จะลงมือพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้ หรือแค่เดินชมนกชมไม้ก็ให้ประโยชน์ทั้งนั้น ผลการศึกษาในอังกฤษพบว่า หากได้สูดกลิ่นไอดินจะทำให้สมองหลั่งสารความสุขชื่อ “เซโรโทนิน” (serotonin) ออกมามากขึ้น ถ้าบ้านของคุณมีพื้นที่ไม่มากนักปลูกไม้ประดับหรือสมุนไพรไว้ในบ้านก็ได้ นอกจากสร้างความสดชื่นแล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารจานสุขภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์อีกต่างหาก

7. ฟังเพลงขณะเดินทาง ฟังดนตรีจังหวะสบายๆ บรรเทาความเครียดได้ เพราะช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ป้องกันไม่ให้ระดับฮอร์โมนความเครียด ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงจนเกินไป ยิ่งร้องตามไปด้วยยิ่งส่งผลดี พบว่า การร้องเพลงช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและลดฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล (cortisol) แถมยังเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ นอกจากนี้ขณะร้องเพลงเราจะสูดหายใจลึกขึ้น จึงเพิ่มปริมาณออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างแอนติบอดีต่อสู้โรคหวัด

8. กินอาโวคาโด จะกินสดๆ หรือกินเมนูที่มีส่วนผสมของอาโวคาโดก็ดีต่อสุขถาพทั้งสิ้น เพราะในอาโวคาโดมีสารซึ่งช่วยฆ่าเซลล์บางชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และปกป้องเซลล์ดีไม่ให้กลายเป็นเนื้องอก จึงเป็นปราการป้องกันโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาโวคาโดยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ดีต่อหัวใจอย่างวิตามินซีและอี เพื่อรสชาติอร่อยแปลกใหม่ ลองใส่อาโวคาโดในสลัดแทนชีสได้รสชาติหอมมันไม่แพ้กัน

9. ตุนอาหารมีประโยชน์ ผู้หญิงที่ทำอาหารกินเองบ่อยๆ มีแนวโน้มกินผักและผลไม้มากขึ้น และรับไขมันเข้าสู่ร่างกายน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มักกินตามร้านหรือซื้อมากิน นั่นเพราะคุณสามารถเลือกส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ในจานโปรดของคุณได้ ทุกสัปดาห์ ควรซื้อผักผลไม้สดและเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อย่างเนื้อปลามาเก็บไว้ในตู้เย็น และเดือนละครั้ง หาอาหารแห้งมาตุนไว้ สิ่งที่ควรซื้อติดบ้าน ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ น้ำมันมะกอก ปลาทูน่ากระป๋อง ซอสมะเขือเทศ เครื่องเทศต่างๆ รวมทั้งของกินเล่น ประเภทผลไม้อบแห้งและถั่วต่างๆ

10. ทำความสะอาดบ้าน บ้านช่องที่สะอาด ปราศจากฝุ่นและเชื้อโรค นอกจากดีต่อสุขภาพกาย เพราะช่วยป้องกันคุณจาดโรคหวัดภูมิแพ้ และหอบหืดแล้ว ยังทำให้จิตใจแจ่มใสและอารมณ์ดีด้วย พบว่า ๙๘ เปอร์เซนต็ของคนทั่วไปรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นเมื่อบ้านสะอาด ดังนั้นเพียงจัดบ้านให้สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ ก็ช่วยลดเครียดได้แล้ว

11. พักการดูโทรทัศน์บ้าง จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเลิกดูโทรทัศน์ไปเลย เพียงเลือกดูเฉพาะรายการที่อยากดูจริงๆ เท่านั้น พบว่าคนที่ไม่เปิดโทรทัศน์นานสองสัปดาห์มีแนวโน้มเข้านอนเร็วขึ้น ทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า จัดสรรหนึ่งวันในสัปดาห์ให้เป็น “วันปลอดโทรทัศน์” แล้วใช้เวลากับตนเอง ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยชวนกันไปออกกำลังกาย กินมื้อเย็น ไปเดินห้าง หรืออาจฉกฉวยช่วงเวลานี้ทำสิ่งที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขลุกอยู่กับหนังสือเล่มโปรด หรือขัดสีฉวีวรรณครั้งใหญ่ นอกจากรู้สึกผ่อนคลาย ผิวยังสวยขึ้นด้วย

12. วัดรอบเอว ไม่ใช่เพื่อรูปร่างที่ดูดีเท่านั้น แต่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย หากคุณมีรอบเอว ๓๕ นิ้วหรือเกินกว่านั้น แสดงว่าคุณมีไขมันหน้าท้องมากเกินไปแล้ว ทำให้เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

เริ่มวัดรอบเอวเดือนละครั้งตั้งแต่วันนี้ หากพบว่ามีขนาดเกินมาตรฐาน ควรหาหนทางลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดปริมาณอาหาร กินผัก ผลไม้ ข้าวไม่ขัดสี และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันเป็นประจำ ฯลฯ

13. อยู่ใกล้ดอกไม้ การเห็นดอกไม้สดใกล้ๆ ตัว ทำให้ผู้หญิงอารมณ์ดีขึ้นและวิตกกังวลน้อยลง การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เพียงได้ชมดอกไม้ชั่วครู่ในตอนเช้าช่วยให้สดชื่นไปตลอดทั้งวัน นอกจากในบ้านแล้ว ควรหาดอกไม้มาประดับแจกันบนโต๊ะทำงานด้วย หากไม่ชอบดอกไม้ เปลี่ยนเป็นไม้กระถางต้นเล็กๆ ก็ได้ ทำให้คุณหายใจสะดวกขึ้น เพราะช่วยเพิ่มก๊าซออกซิเจนและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์